
คราวที่แล้วฉันได้เขียนถึงกรณีที่นักกีฬาโอลิมปิคเผชิญกับกระแสข้อถกเถียงที่ว่าเธอ “ไม่เหมาะสม” ที่จะลงแข่งกีฬาผู้หญิงเพียงเพราะร่างกายของเธอถูกมองว่าไม่เป็นหญิงมากพอ และหนึ่งในประเด็นที่ฉันชี้ให้เห็นคือแนวคิดเรื่อง “ความเป็นหญิงในแบบที่ถูกต้อง” นี้ มีที่มาจากอคติทางเชื้อชาติสีผิวแฝงอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอคติทางเชื้อชาติสีผิวแบบที่เน้นมุมมองคนขาวเป็นใหญ่
ในคราวนี้ฉันจึงพามาสำรวจเพิ่มเติมตรงจุดนี้ค่ะ เริ่มจากคำศัพท์คำนี้ก่อนเลย Misogynoir ที่หมายถึง การเหยียดเพศแบบทับซ้อนกับอคติทางเชื้อชาติสีผิว ซึ่งเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Misogyny ที่แปลว่า ความคิดแบบเหยียดเพศหญิงหรือความเป็นหญิง กับคำว่า Noir ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าสีดำ กลายเป็นคำที่มีความหมายว่า การเหยียดเพศหญิง ที่ซ้อนทับกับ การเหยียดเชื้อชาติสีผิวคนผิวดำ
ผู้ที่เริ่มใช้คำว่า Misogynoir คือ Moya Bailey นักสตรีนิยมคนผิวดำ ที่ใช้พูดถึงการเหยียดเพศที่มุ่งเป้าโจมตีผู้หญิงผิวดำทั้งผู้หญิงข้ามเพศและผู้หญิงตามเพศกำเนิด [1] แนวคิดของการคำนึงถึงทั้ง เชื้อชาติสีผิว และ เพศสภาพ แบบประกอบกันเช่นนี้ ยังมีรากฐานมาจากทฤษฎี “อัตลักษณ์และอำนาจทับซ้อน” หรือ Intersectionality ที่มาจาก Kimberlé Crenshaw นักสตรีนิยมคนผิวดำอีกคนหนึ่งด้วย
Intersectionality หรือ แนวคิดอัตลักษณ์และอำนาจทับซ้อน ในที่นี้หมายถึงพิจารณาเรื่ององค์ประกอบหลายด้านในตัวคนเรา ว่าเป็นปัจจัยในเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบในทางสังคม การถูกกดขี่ การถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกันการเข้าถึงพื้นที่หรือทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น เพศสภาพ เพศวิถี ความเป็นคนข้ามเพศ เชื้อชาติสีผิว ชนชั้นทางเศรษฐกิจ และอื่นๆ
เช่นเรื่อง การเป็นผู้หญิงก็มีความเสียเปรียบในทางสังคมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงข้ามเพศยิ่งเสี่ยงต่อการถูกกีดกันจากพื้นที่มากกว่าผู้หญิงตามเพศกำเนิด หรือกรณีของ Misogynoir คือ การที่ผู้หญิงคนผิวดำ เสี่ยงต่อการถูกกดขี่ทั้งจากความเป็นผู้หญิง และความเป็นคนผิวดำ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนผิวดำด้วยแล้ว ยิ่งเสี่ยงถูกกดขี่จากอัตลักษณ์คนข้ามเพศด้วย
Misogynoir เป็นเรื่องที่ยังคงเกิดขึ้นแม้ในยุคปัจจุบัน เคยมีขบวนการสร้างความตระหนักในเรื่องนี้เมื่อราว 10 ปีก่อนคือขบวนการ #SayHerName ที่เน้นการเคลื่อนไหวให้สังคมรับรู้เรื่องที่ผู้หญิงคนผิวดำต้องเผชิญกับความรุนแรง ทั้งที่มีที่มาจากการเหยียดเพศและมีที่มาจากการเหยียดเชื้อชาติสีผิว [2]
กมลา แฮร์ริส มีโอกาสจะเผชิญ Misogynoir ด้วยเช่นกัน
หรือถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทันเหตุการณ์มากกว่านั้น ก็คงหนีไม่พ้นกรณีที่ กมลา แฮร์ริส ผู้แทนพรรคเดโมแครต ผู้ที่เป็นบุคคลหลายเชื้อชาติทั้งเชื้อสายเอเชียและเชื้อสายคนผิวดำ เมื่อไม่นานนี้เธอก็เผชิญกับคำครหาโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่โจมตีเธอทั้งในเรื่องความเป็นผู้หญิง และโจมตีเรื่องเชื้อชาติของเธอ ซึ่งอาจจะเข้าข่าย Misogynoir ได้ด้วยเช่นกัน [3]
ทรัมป์กล่าวโจมตีแฮร์ริสโดยตั้งคำถามเรื่องที่ว่าเธอมีเชื้อสายคนผิวดำจริงหรือไม่ และอ้างว่า เธอเคยลดทอนความสำคัญของเชื้อสายคนผิวดำของตัวเอง และจะนำมันมาใช้ก็ต่อเมื่อมันสะดวกกับเธอเท่านั้น ซึ่งสื่อรอยเตอร์เคยพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้วว่าสิ่งที่ทรัมป์กล่าวอ้างไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด [4] เพราะแฮร์ริสบอกเสมอมาว่าเธอมีทั้งเชื้อสายชาวเอเชียใต้และเชื้อชายคนผิวดำอยู่ในตัว โดยพูดถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนที่เป็นรองประธานาธิบดีเมื่อปี 2563 แล้ว
แฮร์ริสเป็นลูกสาวของผู้อพยพจากจาไมกาและอินเดีย เธอเกิดและเติบโตมาในเมืองโอ็คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นเมืองชนชั้นกรรมาชีพและเป็นเมืองที่มีความเฟื่องฟูทางวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกันหรือกลุ่มคนผิวดำ และเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งกำเนิดของขบวนการคนผิวดำ ชื่อ “พรรคแบล็กแพนเธอร์เพื่อการป้องกันตนเอง” ด้วย[3]
นอกจากเรื่องเชื้อชาติสีผิวแล้ว ยังมีข่าวว่าทรัมป์แอบพูดถึงแฮร์ริสแบบลับหลังในเชิงเหยียดเพศหญิงด้วย ซึ่งฝ่ายหาเสียงของทรัมป์ให้การปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงมีคนเป็นห่วงว่าจะมีการนำเรื่องเพศและเรื่องเชื้อชาติสีผิวมาเล่นเพื่อโจมตีผู้แทนเดโมแครตหลังจากนี้ [5] แบบที่ฮิลลารี คลินตัน เคยเผชิญมาก่อนในการเลือกตั้งปี 2559
อยันนา เพรสลีย์ นักการเมืองหญิงผิวดำคนแรกที่ได้เป็นผู้แทนรัฐ บอกว่าแฮร์ริสจะต้องเผชิญกับมันแน่ๆ ในฐานะผู้หญิงผิวสี ทั้งเรื่องการเหยียดเพศ การเหยียดเชื้อชาติสีผิว รวมถึง misogynior แต่สำหรับเธอมันก็เป็น “ลูกไม้เก่าๆ ที่เดาทางได้” และไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสำหรับเรื่องนี้ แค่ต้องคอยออกปากวิจารณ์การเหยียดเหล่านี้เพื่อย้ำจุดยืนตัวเองในแบบที่เรียกว่า call out โดยที่ยังคงมีปฏิบัติการของตัวเองต่อไปอย่างไม่ไขว้เขวไปกับมัน [5]
ความบิดเบี้ยวของสตรีนิยมคลื่นลูกเก่า กับความตื่นรู้ใหม่ๆ ของสตรีนิยมยุคหลัง 90s
ย้อนกลับมาที่เรื่องที่ผู้หญิงผิวดำรวมถึงผู้หญิงผิวสีคนอื่นๆ ต้องเผชิญ เช่นกรณีของนักมวย Imane Khelif แบบที่ฉันเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าบางทีเชื้อชาติสีผิวก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเรื่องการเจริญเติบโตทางเพศสรีระด้วยเช่นกัน (เรื่องนี้มีการศึกษามาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนแล้ว) [6] ฉันขอเน้นคำว่าเชื้อชาติสีผิวก็เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้นนะคะ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างมากที่มีอิทธิพลกับสรีระร่างกายคน
แต่อคติที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงผิวสีนี้ น่าสังเกตว่าผู้ที่โจมตีเธอก็มีผู้หญิงด้วยกันอยู่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้หญิงผิวขาวที่มีการศึกษาที่อ้างใช้เรื่อง “ความเป็นธรรมทางเพศ” จนฟังดูคล้ายสตรีนิยมอยู่หน่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่ามีแนวคิดสตรีที่สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “เพศชีวภาพคือชะตากรรม” ซึ่งเอามาใช้เหยียดได้ทั้งผู้หญิงผิวสี ผู้หญิงข้ามเพศ และอินเตอร์เซ็กส์ อยู่ด้วยหรือ?
ตอบอย่างเศร้าๆ คือ… มีค่ะ แต่เป็นสตรีนิยมยุคเก่าเก็บสมัยสตรีนิยมคลื่นลูกที่สอง (ราวยุค 1960s-1980s)
สตรีนิยมคลื่นลูกที่สองนี้มีปัญหามาก ในแง่หนึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดแบบ TERFs (พวกอ้างสตรีนิยมมาเหยียดคนข้ามเพศ) แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะพูดถึงในบทความนี้ คือในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นสตรีนิยมยุคที่เน้นพูดถึงแต่เรื่องการเหยียดเพศที่เผชิญโดยผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเท่านั้น ถึงแม้ว่าสตรีชนชั้นกรรมาชีพและผู้หญิงผิวสีต่างก็มีบทบาทในการจัดตั้งกลุ่มทางการเมืองด้วยเช่นกัน แต่เสียงของผู้หญิงผิวขาวผู้มีอันจะกินผู้มีการศึกษากลับดังกว่า เรื่องนี้มีพูดถึงเอาไว้ในหนังสือ Multiracial Feminism: Recasting the Chronology of Second Wave Feminism โดย Becky Thompson [7][8]
ไม่เพียงเท่านั้นแนวคิดเจ้าปัญหาแบบที่เรียกว่า สตรีนิยมสายวัฒนธรรม (cultural feminism) ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วย แนวคิดสตรีนิยมสายวัฒนธรรมนี่แหล่ะค่ะที่เป็นตัวปลูกสร้างความคิดแบบ “เพศชีวภาพคือชะตากรรม” เลย เพราะมันอ้างว่าความเป็นผู้หญิงนั้นมี “ความเป็นธรรมชาติ” แบบตายตัว ซึ่งแน่นอนว่าไอ่แนวคิดนี้แหล่ะ มันปิดกั้นและกีดกันผู้หญิงที่มีพัฒนาการทางเพศแตกต่างแบบ Khelif
แนวคิดแบบที่ว่าความเป็นหญิงมันมีความ universal หรือเหมือนกันหมดทั้งโลก โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ ทั้งทางปัจจัยชีวภาพระดับบุคคล และปัจจัยเรื่องเชื้อชาติสีผิว ก็เป็นวัตถุดิบที่น่ากลัวสำหรับ Misogynoir ได้เช่นกัน
แต่ก็มีข่าวดีคือยุคถัดจากนั้นคือยุคสมัยสตรีนิยมคลื่นลูกที่สาม ในยุค 90s เป็นต้นไป ได้มีการคำนึงถึงความหลากหลายทางอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนกับมากขึ้นรวมถึงเรื่องเชื้อชาติสีผิวด้วย จนทำให้เกิดแนวคิด Intersectionality ของ Crenshaw ที่มีผู้มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสตรีนิยมคลื่นลูกที่สามโดยแท้ [9]
สตรีนิยมคลื่นลูกที่สามนี้มีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากขบวนการด้านสิทธิพลเมืองอเมริกันช่วงยุคก่อนหน้านี้ รวมถึงมีการโอบรับเรื่องความหลากหลายมากขึ้น กลายเป็นการนิยามความเป็นนักสตรีนิยมขึ้นมาใหม่ ท้าทายแนวคิดสตรีนิยมแบบล้าหลังของคลื่นลูกที่สอง
ซึ่งสตรีนิยมคลื่นลูกที่สามนี้ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมด้านเชื้อชาติสีผิวเท่านั้น สตรีนิยมคลื่นลูกที่สามยังนำมาซึ่งแนวคิดอื่นๆ อย่างเช่น…
Sex-positivity ที่ปลดแอกให้ผู้หญิงพูดเรื่องเพศและความต้องการของตัวเองได้ รวมถึงต่อต้านแนวคิดแบบที่ตีตราหรือเหยียดคนทำงานบริการทางเพศ
Transfeminism หรือสตรีนิยมข้ามเพศ ที่นำมุมมองคนข้ามเพศมาประกอบพร้อมทั้งโต้ตอบแนวคิดเหยียดคนข้ามเพศที่เป็นมรดกล้าหลังจากคลื่นลูกที่สอง
ไปจนถึงการเอาแนวคิดหลังสมัยใหม่หรือ Postmodern กับแนวคิด Queer Theory มาจับกับเรื่องเพศและสตรีนิยม ทำให้เห็นโลกที่กว้างขึ้น มองบริบทต่างๆ ได้มากขึ้น หลุดออกจากมุมมองฝังหัวคับแคบแบบเดิมๆ ของคลื่นลูกก่อน [10]
ซึ่งจุดนี้ อาจจะต้องขอบคุณผู้หญิงคนผิวดำอย่าง Crenshaw และ Bailey รวมถึงนักคิดและนักเคลื่อนไหวผู้หญิงผิวสีคนอื่นๆ ที่ทำให้พวกเรามาไกลกันได้ขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะยังมีคนพยายามหมุนนาฬิกาย้อนให้พวกเรากลับไปจมอยู่กับแนวคิดที่ล้าหลังอยู่เรื่อยๆ ก็ตาม
[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Misogynoir
[2] https://www.forbes.com/sites/janicegassam/2020/09/22/misogynoir-the-unique-discrimination-that-black-women-face/
[3] https://www.pbs.org/newshour/politics/kamala-harris-racial-and-cultural-background-took-stage-throughout-the-democratic-convention
[4] https://www.reuters.com/fact-check/kamala-harris-has-long-identified-black-contrary-trump-claim-2024-08-01/
[5] https://www.wgbh.org/news/politics/2024-08-22/at-dnc-limited-anxiety-over-possible-attacks-on-harris-gender-and-race
[6] https://publications.aap.org/pediatrics/article-abstract/110/4/752/64537/Ethnic-Differences-in-the-Presence-of-Secondary
[7] https://www.degruyter.com/document/doi/10.36019/9780813549170-004/html
[8] https://en.wikipedia.org/wiki/Second-wave_feminism
[9] https://www.jstor.org/stable/40404229
[10] https://en.wikipedia.org/wiki/Third-wave_feminism
เรื่อง: ริงโกะ มิโมซ่า (เพจ https://www.facebook.com/RInkoMimosa/)
ภาพ: Jimmy Tinnawut
เป็นลูกแม่ค้าสตรีทฟู้ด ที่พอถึงช่วงยุค 2000s ก็หารายได้เสริมระหว่างเรียนด้วยการเขียนคอลัมน์วิจารณ์เพลง (ใช้ชื่อเดดเนม) + ถือกล้องตะลุยงานอีเวนท์ งานเสวนา ไปจนถึงการประท้วง ต่อมาถึงผันตัวมานั่งโต๊ะทำงานแปล, เขียนบทความ, ครีเอเตอร์ และเป็นนักเขียน Young Pride Club ที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน