
บทความเกี่ยวกับ Trans Day of Remembrance เวียนมาให้ฉันเขียนอีกปีหนึ่ง มันเป็นวันที่น่าเศร้าที่ต้องมารำลึกถึงเพื่อนพ้องชาวทรานส์ คนข้ามเพศ และเพศสภาพหลากหลาย ที่เสียขีวิตในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะจากการถูกสังหาร การถูกละเลยทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย
ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่เกิดเรื่องเหล่านี้ ก็หนีไม่พ้นการเกลียดกลัวคนข้ามเพศ โดยเฉพาะความเกลียดชังต่อความเป็นหญิงข้ามเพศ หรือที่เรียกว่า Transmisogyny เพราะฉันสังเกตเห็นว่าเหยื่อผู้สูญเสียส่วนมากมักจะเป็นหญิงข้ามเพศหรือเพศหลากหลายผู้ที่แสดงออกเป็นหญิง [1]
ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ขนาดว่าพวกเธอเผชิญกับความรุนแรงและความเจ็บปวดมากขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่วายมีวาทกรรมออกมาว่าผู้หญิงข้ามเพศ “มีอภิสิทธิ์มากกว่า” เมื่อเทียบกับคนที่มีเพศกำเนิดหญิง หรือกล่าวหาว่า “ได้รับการหล่อหลอมทางสังคมมาแบบผู้ชาย” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาผิดๆ ที่แสดงให้เห็นการขาดความเข้าใจผู้หญิงข้ามเพศอย่างมาก
และการกล่าวหาแบบนี้เองก็นับเป็นความเกลียดชังต่อความเป็นหญิงข้ามเพศ หรือ Transmisogyny รูปแบบหนึ่งด้วย แล้วมันกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการไม่ยอมรับเพศสภาพของพวกเธอ หรือกระทั่งเกิดการกีดกันพวกเธอจากพื้นที่ของผู้หญิง ทำให้พวกเธอเสี่ยงเผชิญความรุนแรงในที่อื่นๆ รวมถึงสร้างความเจ็บปวดทางใจ ความโดดเดี่ยว จนอาจจะถึงขั้นนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
คราวนี้ฉันจึงขอนำเสนอ เรื่องน่ารู้ และชวนทำความเข้าใจ 4 ข้อเกี่ยวกับ Transmisogyny ค่ะ
หญิงข้ามเพศเผชิญการเหยียดเทศแบบทับซ้อนกัน 2 แบบ ทำให้ประเด็นของคนข้ามเพศถือเป็นประเด็นสตรีนิยมด้วย
คำว่า Transmisogyny เป็นการผสมกันของคำว่า trans ที่หมายถึงคนข้ามเพศ และ misogyny ที่หมายถึงคติเกลียดชังต่อเพศหญิงหรือความเป็นหญิง
ที่มาของคำนี้มาจากแนวคิด “สตรีนิยมข้ามเพศ” หรือ transfeminism ในหนังสือของ Julia Serano ที่ชื่อว่า “Whipping Girl: A Transsexual Woman on Sexism and the Scapegoating of Femininity” ซึ่งโดยส่วนตัวฉันอยากแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยเพื่อเป็นความรู้ให้ผู้อ่านมากๆ ชื่อหนังสือนี้แปลเป็นไทยได้ว่า “หญิงผู้รับโทษแทน : ผู้หญิงข้ามเพศพูดเรื่องการเหยียดเพศและการให้ร้ายต่อความเป็นหญิง”
Serano มองว่า ผู้หญิงข้ามเพศ ต้องเผชิญกับการเหยียดเพศถึงสองต่อ นั่นคือ “การเหยียดเพศแบบดั้งเดิม” กับ “การเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้าม”
การเหยียดเพศแบบดั้งเดิม หรือ Traditional Sexism คือ แนวคิดที่มองว่า “ความเป็นหญิง” (ในเชิงนามธรรมอ่ะนะคะ ไม่ได้หมายถึงเพศหญิงเสมอไป) นั้นเป็นสิ่งที่ด้อยกว่า “ความเป็นชาย” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงเพศกำเนิดชาย หรือแม้กระทั่งหมายถึงผู้ชายเสมอไป แต่คือการด้อยค่าต่อนามธรรมในสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นหญิง [2]
ทำให้แน่นอนว่าผู้หญิงข้ามเพศก็มักจะโดนดูถูกเสมอ แม้แต่ก่อนข้ามเพศ เวลาที่แสดงออก “ไม่สมชาย” จากที่สังคมคาดหวังให้พวกเราต้องแสดงออกแบบมี “ความเป็นชาย” ตามเพศกำเนิด หรือแม้กระทั่งทรายส์ชายก็อาจจะถูกคาดหวังจากตรงนี้เหมือนกันว่าต้องทำตัวให้ “เป็นแมน” มากพอถึงจะได้รับการยอมรับ
ส่วน การเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้าม หรือ Oppositional Sexism นั้น หมายถึงมุมมองที่ว่า “ชาย” กับ ”หญิง” นั้นเป็นสิ่งที่มีลักษณะแบบตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง มีแต่การหักล้างกัน ไม่ได้มีอะไรที่เชื่อมโยงกันได้ หรือไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลย ซึ่ง Serano มองว่าแนวคิดแบบนี้เป็นแนวคิดที่ทั้งไร้เดียงสาและกดขี่ [2]
คนข้ามเพศทั้งชาย-หญิง รวมถึงคนที่เป็นนอนไบนารี ต่างก็เผชิญกับการเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้ามทั้งสิ้น เพราะการที่เราพยายามข้ามจากความเป็นเพศหนึ่งมายังอีกความเป็นเพศหนึ่ง มันคือการก้าวล่วงเส้นแบ่งที่ตายตัวที่การเหยียดเพศแนวนี้ขีดเส้นเอาไว้เพื่อสร้างการควบคุมทางสังคม
Serano มองว่าในขณะที่ชายข้ามเพศหรือนอนไบนารีที่แสดงออกเป็นชายจะเผชิญกับการเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้ามอย่างแน่นอน แต่ผู้หญิงข้ามเพศนั้นนอกจากเผชิญกับการเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้ามแล้ว ยังต้องเผชิญกับ การเหยียดเพศแบบดั้งเดิมด้วย ซึ่งเป็นการเหยียดเพศที่เน้นการกดทับ ดูถูก ความเป็นหญิง มองว่าตื้นเขิน ไม่ได้มีอะไรจริงจังมากเท่าความเป็นชาย หรือไม่ก็ถูก sexualize ถูกลดทอนความเป็นหญิงของพวกเธอให้เหลือแต่เรื่องเพศ [3]
ผู้หญิงข้ามเพศไม่ได้ถูกหล่อหลอมทางสังคมแบบผู้ชาย
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจกันผิดๆ แม้กระทั่งกับวงการเฟมินิสต์ส่วนหนึ่งที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ที่มองเรื่องเพศแบบตายตัวจนเป็นกลายเป็นผู้ที่กระทำ “การเหยียดเพศแบบแบ่งขั้วตรงข้าม” เสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พวกเขากระทำต่อผู้หญิงข้ามเพศ ด้วยข้อกล่าวหาว่าผู้หญิงข้ามเพศอย่างพวกเรา “ถูกหล่อหลอมทางสังคมมาแบบผู้ชาย” แล้วก็โยงเรื่องนี้มากล่าวหาต่ออีกว่าเป็นผู้กดขี่ในแบบผู้ชาย
ฉันคงต้องเล่าอะไรให้ฟังเสียก่อนจะพูดถึง Serano ต่อ
ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ฉันจะข้ามเพศ เคยต้องกัดฟันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มเพื่อนผู้ชาย” มาบ้างเหมือนกัน แต่กลุ่มเพื่อนผู้ชายเหล่านี้ก็มีความหลากหลายในตัวของพวกเขาเอง กลุ่มเพื่อนบางกลุ่มก็ไม่ได้พยายามจะหล่อหลอมอะไรฉันเลย แต่บางกลุ่มก็พยายามจะจับผิดท่าทีของฉันเวลาที่ดูไม่เป็นชายมากพอในสายตาของพวกเขา
นี่คือสิ่งที่หญิงข้ามเพศที่ปิดตัวเองหลายคนต้องเผชิญค่ะ ถูกตรวจตราว่า “เป็นชาย” มากพอไหม จนต้องพยายามใส่หน้ากาก แล้วการใส่หน้ากากพยายามจะเป็นชายนั้นทั้งๆ ที่ข้างในเราไม่ได้เป็นนั้น นับว่าน่าเจ็บปวด แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการหล่อหลอมอะไรในตัวเราให้ “เป็นชาย” เลยด้วย มีแต่จะทำให้เกิดความเจ็บปวดฝังใจ
กลุ่มเพื่อนชายบางกลุ่มที่ทำตัวค่อนข้างเหยียดเพศ เคยพาฉันนั่ง “ส่องสาว” แล้วคอยให้คะแนนว่าแต่ละคนที่เดินผ่านไปได้คะแนนเท่าไหร่ เป็นกิจกรรมที่ฉันรังเกียจมาก แต่ก็น้ำท่วมปากเพราะกลุ่มเพื่อนชายก็เฮโลกันไปเรียบร้อยแล้ว เราเคยพูดต่อต้านแบบเบาะๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าทำลายบรรยากาศ แล้วมันก็ทำให้ฉันได้เข้าใจบางอย่างด้วยว่า ในฐานะทรานส์เลสเบียน หรือหญิงข้ามเพศรักหญิง ฉันมองผู้หญิงต่างจากชายรักหญิงเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ฉันมองความสวยของผู้หญิงไปลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ผู้ชายพวกนั้นมองและให้คะแนนกันแบบฉาบฉวย เป็นสิ่งที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยากมาก ฉันได้แต่เก็บมันไว้ในใจ บางครั้งก็แสร้งทำเป็นเล่นด้วยกับพวกนั้นเพื่อไม่ให้ถูกครหาว่า “ผิดเพศ” เท่านั้น ทั้งที่ในใจก็เจ็บ
คุณจะเห็นได้เลยว่า การหล่อหลอม “ความเป็นชาย” ที่พวกสตรีนิยมสายเหยียดคนข้ามเพศหรือ TERF อ้างมากล่าวหาผู้หญิงข้ามเพศนั้น มันใช้ไม่ได้กับพวกเราเลยแม้แต่น้อย พวกเรามีแต่จะต่อต้านหรือฝืนทนกับการหล่อหลอมเหล่านี้ให้มันจบๆ ไป กว่าที่จะสามารถข้ามเพศได้ แล้วถึงรู้สึกว่า “ฉันหายใจได้เต็มปอดแล้ว” อย่างแท้จริง
Serano เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบล็อกตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมคนถึงเชื่อว่าการหล่อหลอมทางสังคมมันส่งผลได้ขนาดนั้น ถ้ามันส่งผลได้แบบนั้นจริงๆ โลกใบนี้ก็คงจะไม่มีหญิงข้ามเพศ ไม่มีบุชเลสเบียน ไม่มีทอม ฯลฯ เพราะโลกเราส่วนใหญ่แล้วมักจะหล่อหลอมคนด้วยการปั้นเพศสภาพและการแสดงออกทางเพศของพวกเขา ให้ตรงกับเพศกำเนิดของพวกเขา แต่คนเราก็มีเนื้อแท้ในตนที่ไม่ว่าการหล่อหลอมทางสังคมจะมากแค่ไหนก็ทำอะไรตัวตนจริงภายในของเราไม่ได้ [4]
แต่น่าเศร้าที่พื้นที่ต่างๆ รวมถึงพื้นที่สำหรับผู้หญิงยังมีบางส่วนที่กีดกันปิดกั้นผู้หญิงข้ามเพศ หรือเสียงของผู้หญิงข้ามเพศโดยอ้างเรื่อง “การหล่อหลอมทางสังคมแบบผู้ชาย” เพื่อกล่าวหาต่อไปว่าพวกเรามี male privilege หรือ “อภิสิทธิแบบเพศชาย” ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน
เพศกำเนิดและการหล่อหลอมทางสังคมไม่ได้ทำให้ผู้หญิงข้ามเพศมี ‘อภิสิทธิแบบเพศชาย’
เมื่อไม่นานนี้ฉันเห็นคนกล่าวหาว่าหญิงข้ามเพศมีอภิสิทธิ์เพียงเพราะเพศกำเนิดของพวกเธอ (หรือที่บางคนอาจจะเรียกว่าเพศกำหนด) ฉันอยากจะเล่าอะไรสักอย่างหนึ่งให้เข้าใจกันง่ายขึ้นหน่อย เกี่ยวกับช่วงที่ฉันข้ามเพศแล้วเดินทางไปเที่ยวจังหวัดหนึ่งบ่อยๆ เพราะแฟนในตอนนั้นของฉันทำงานที่นั่น (ปัจจุบันเป็นเพื่อนกันเฉยๆ ละ)
เวลาออกไปเที่ยว แฟนผู้หญิงของฉันจะช่วยเหลือฉันแต่งหน้าและแต่งตัวจนกระทั่งออกไปโดยแสดงออกแบบเป็นหญิง แต่ในตอนนั้นฉันยังไม่มั่นใจในตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ฉันไม่ยอมเข้าห้องน้ำในทีสาธารณะที่มีการแบ่งห้องน้ำชัดเจน ถึงแม้ว่าจะปวดปัสสาวะมากก็ตาม เสี่ยงต่อโรคกระเพาะปัสสาวะและการเจ็บป่วยอื่นๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์เดียวกับหญิงข้ามเพศหลายคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ๆ ไม่ปลอดภัยต่อการใช้ห้องน้ำ
เคยมีกรณีที่ผู้หญิงข้ามเพศในต่างประเทศถูกสังหาร ไม่ว่าเธอจะใช้ห้องน้ำตามเพศสภาพ [5] หรือใช้ห้องน้ำตามเพศกำเนิดตัวเองก็ตาม [6] ในไทยอาจจะไม่มีความเสี่ยงต่อความรุนแรงมากเท่าหลายประเทศ แต่ก็มีการตีตราคนข้ามเพศจนทำให้รู้สึกกลัวถูกข่มเหงรังแกจากการใช้ห้องน้ำตามเพศสภาพของตัวเองอยู่ดี
เรื่องต่อมาคือ ตอนที่ฉันไปทานอาหารที่ร้าน มีคนสองคนซึ่งคนหนึ่งดูเป็นทอมอีกคนหนึ่งดูเป็นหญิงตามเพศกำเนิด พวกเขาชี้ชวนพูดถึงฉันจากที่ฉันแต่งตัวสาวมากแล้วแต่ยังไม่ได้ฝึกเสียงพูดให้สาว เสียงเลยฟังดูแมนๆ อยู่ คนหนึ่งถามอีกฝ่ายว่า “คนนั้นอ่ะเอาไหม” ซึ่งฉันได้ยินสิ่งที่พวกเขานินทา แล้วก็ได้ยินคำตอบจากอีกฝ่ายด้วยว่า “โห แค่ได้ยินเสียงเราก็ไม่เอาแล้ว”
ซึ่งทำให้ฉันฉุนกึก แต่เรื่องเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นอะไร
มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงข้ามเพศก็เสี่ยงต่อการเผชิญความรุนแรงบนฐานของเพศสภาพตัวเอง ไม่ต่างจากหญิงตามเพศกำเนิด
มันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเราถูกสำรวจตรวจตราทางเพศ ถูกลดทอนความเป็นหญิงของพวกเราให้เหลือแค่ว่ามีคุณค่าพอในทางเพศหรือไม่ ถูกตรวจตราว่าพวกเรา “เป็นหญิงมากพอหรือไม่” ถูกเน้นแค่พูดถึงเสื้อผ้าหน้าผมการแต่งตัวภายนอกมากหรืออากัปกิริยาต่างๆ มากกว่าเรื่องอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น
หรือจะย้อนไปก่อนเราข้ามเพศก็ได้นะคะ แค่อยากบอกว่า แม้เราจะเกิดมามีอวัยวะเพศอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับผู้ชายคนอื่นๆ เสมอไปเพราะ “อภิสิทธิแบบเพศชาย” มันจะต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตนเราก่อน ว่าเราแมนจริง มีความเป็นชายมากพอที่ผู้ชายจะยอมรับ ซึ่งผู้หญิงข้ามเพศไม่ได้มีตรงจุดนี้ พวกเราเลยไม่ได้ถูกปฏิบัติแบบเดียวกับเหล่าชายชาตรีทั้งหลาย ไม่สามารถเข้าถึงอภิสิทธิอะไรเหล่านั้นได้ ทรานส์หญิงหลายคนก็เคยเขียนเรื่องแบบนี้ไว้อย่างละเอียดแล้ว ลองไปหาอ่านดูได้ [7]
อ้อ… ยังมีข้อถกเถียงสุดท้ายจากเหล่าคนเหยียดทรานส์โดยเฉพาะ TERF ที่จะนำทุกท่านไปสู่…
ทรานส์หญิงบางคนที่เทคฮอร์โมนแล้วมีอาการแบบเดียวกับช่วงก่อนเป็นเมนส์ได้
อาจจะไม่ได้เป็นแบบเดียวกับคนเป็นเมนส์ทั้งหมด ไม่ได้มีเลือดเมนส์ แต่ผู้หญิงข้ามเพศที่เทคฮอร์โมนแล้วสามารถเผชิญอาการแบบเดียวกับช่วงก่อนเมนส์มาที่เรียกว่า PMS หรือ PMDD ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบท้ังด้านอารมณ์และความเจ็บปวดทางกายภาพของผู้หญิงข้ามเพศ
พูดง่ายๆ คือผู้หญิงข้ามเพศ อาจจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องซื้อผ้าอนามัย แต่ฉันก็สนับสนุนสุดใจขาดดิ้นให้มีผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนเป็นเมนส์และมีการลาหยุดเป็นเมนส์แบบที่ครอบคลุมไปถึงผู้มี PMS หรือ PMDD รวมถึง ไม่ให้เป็นการสร้างความเสี่ยงแก่ชายข้ามเพศหรือนอนไบนารีที่จะต้องถูกตรวจสอบเพศก่อนถึงจะลาหยุดได้ [8]
บางคนอาจจะมองเห็นว่า อ๊ะ! พอคุณไม่มีเลือดเมนส์แล้ว ผู้หญิงข้ามเพศกก็มี privilege ที่ไม่ต้องซื้อผ้าอนามัยนี่
แต่ขอโทษเถอะค่ะ ถ้าจะถึงขั้นเจาะจงเล่นงานหรือแบ่งแยกผู้หญิงข้ามเพศกันด้วยเรื่องนี้ ฉันก็คงต้องบอกว่าผู้หญิงตามเพศกำเนิดบางส่วนก็มีภาวะไม่มีเลือดเมนส์เช่นกัน แม้ว่าจะอยู่ในวัยประจำเดือน และไม่ได้ท้อง [9] แล้วจะกล่าวหาว่าผู้หญิงตามเพศกำเนิดเหล่านี้ว่ามี male privilege ด้วยงั้นหรือ จะกีดกันพวกเธอออกจากพื้นที่ของผู้หญิงเพียงเพราะเรื่องนี้ด้วยงั้นหรือคะ
ในทางตรงกันข้ามฉันกลับมองว่า ความเจ็บปวดที่หญิงข้ามเพศอย่างฉันต้องเผชิญเวลาอยู่ในพื้นที่ๆ กลุ่ม cisgender เป็นใหญ่ มันออกจะมาจากอภิสิทธิของความเป็นผู้มีเพศสภาพตรงตามเพศกำเนิด หรือ cis privilege มากกว่า ไม่ใช่เพราะเพราะผู้หญิงข้ามเพศมีอำนาจมากกว่าจากที่มีเพศกำเนิดชายแบบที่มักจะถูกกล่าวหา
เพราะถ้าพวกเรามีอำนาจแบบนั้นจริง พวกเราก็คงไม่ต้องเผชิญเรื่องเศร้า จากการกีดกัน การเลือกปฏิบัติ ความไม่เท่าเทียม อคติ การไม่ยอมรับเพศ และเรื่องต่างๆ ที่สร้างความเจ็บปวดจนทำให้พวกเราบางคนฆ่าตัวตาย หรือ เผชิญความรุนแรง หรือถึงขั้นถูกฆ่าตายเพราะอคติเหล่านี้
ที่เรายังมีวันรำลึกถึงคนข้ามเพศอยู่ เพราะพวกเรายังคงถูกอำนาจของ ความเกลียดกลัวคนข้ามเพศ ที่สร้างและผลิตซ้ำวาทกรรมต่างๆ มากดทับพวกเราอยู่แบบนี้ต่างหาก
[1] https://tdor.translivesmatter.info/reports/tdor2024
[2] Julia Serano, Whipping Girl, p.79
[3] Julia Serano, Whipping Girl, p.180-181
[4] https://juliaserano.substack.com/p/on-male-socialization-and-the-trans
[5] https://www.nbcnews.com/news/latino/transgender-woman-killed-puerto-rico-after-using-women-s-bathroom-n1142661
[6] https://bitterwinter.org/a-transgender-woman-was-killed-in-wuhan/
[7] https://www.believeoutloud.com/voices/article/growing-up-trans-without-male-privilege/
[8] https://www.medicalnewstoday.com/articles/can-trans-women-get-periods#possibility
https://digitalcommons.unl.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1444&context=cehsdiss
[9] https://drseckin.com/phantom-periods-and-endometriosis/#:~:text=Periods%20without%20actual%20flow%2C%20also,reasons%20including%20stress%20and%20endometriosis.
https://helloclue.com/articles/cycle-a-z/talking-about-periods-beyond-gender
https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/conditionsandtreatments/menstruation-amenorrhoea
เป็นลูกแม่ค้าสตรีทฟู้ด ที่พอถึงช่วงยุค 2000s ก็หารายได้เสริมระหว่างเรียนด้วยการเขียนคอลัมน์วิจารณ์เพลง (ใช้ชื่อเดดเนม) + ถือกล้องตะลุยงานอีเวนท์ งานเสวนา ไปจนถึงการประท้วง ต่อมาถึงผันตัวมานั่งโต๊ะทำงานแปล, เขียนบทความ, ครีเอเตอร์ และเป็นนักเขียน Young Pride Club ที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน