Site icon Young Pride Club

แนวคิดที่ควรถูกเปลี่ยนในสถานศึกษา แต่มหาวิทยาลัยหญิงล้วน “ทงด็อก” กำลังถูกคุกคามโดยแนวคิดชายเป็นใหญ่ของเกาหลีใต้

Advertisements

เรื่อง: กชกร ด่านกระโทก
ภาพ: Jimmy Tinnawut

เราเห็นข่าวนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จากการเคลื่อนไหวของนักศึกษามหาวิทยาลัย “ทงด็อก” ต่อฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยที่ต้องการเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยหญิงล้วนเป็น “สหศึกษา” แทบเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจุดยืนของมหาวิทยาลัย และยังเป็นการลบพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงเกาหลีใต้อีกด้วย

เหตุที่ทางฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยทงด็อกได้เสนอการเปลี่ยนแผนจากมหาวิทยาลัยหญิงล้วน ไปเป็นมหาวิทยาลัยสหศึกษา เกิดจากการอ้างถึง “การลดลงของจำนวนประชากรวันเรียนของประเทศ” โดยหนึ่งในผู้บริหารได้อธิบายว่า “การลดลงของจำนวนประชากรวัยเรียน อาจทำให้การรับสมัครนักศึกษาใหม่ในอนาคตเป็นเรื่องยาก การเปลี่ยนแปลงไปสู่โรงเรียนสหศึกษาอาจเป็นทางเลือกอื่นได้”

แม้ว่านี่ยังไม่ใช่มติอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงการเสนอความเห็นต่อที่ประชุมของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย แต่แนวคิดของฝ่ายบริหารสร้างความหวาดกลัว และทำให้นักศึกษาต้องออกมาประท้วงเพื่อคัดค้านแนวคิดเหล่านี้น โดยมีข้อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยถอนข้อเสนอการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นสหศึกษา และเสนอให้นำระบบการเลือกตั้งแบบประธานาธิบดีมาใช้เพื่อลงมติต่อแผนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เมื่อวันพุธที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นักศึกษาหญิงทำการประท้วงด้วยการวางเสื้อแจ็คเก็ตของนักเรียนไว้ทั่วมหาวิทยาลัย และทำการยึดอาคารทั้งหมดตั้งแต่ 20.00 น. ของวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน และคว่ำบาตรชั้นเรียนทั้งหมดตั้งแต่วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยใช้สเปรย์สีแดงเพื่อสร้างกราฟฟิตี้บนเสา ผนัง หรือกำแพงของมหาวิทยาลัย ด้วยคำว่า “ไม่เปลี่ยนไปสู่การศึกษาแบบสหศึกษา” 

การประท้วงของนักศึกษาไม่เพียงแต่เกิดขึ้นเพราะความหวาดกลัวที่จะเสียพื้นที่ปลอดภัยไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำ “สังคมชายเป็นใหญ่” ในเกาหลีที่เข้มข้น จนผู้หญิงกำลังจะไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยแม้กระทั่งในรั้วโรงเรียน และมากกว่าพื้นที่ปลอดภัยคือ การเปลี่ยนเจตจำนงการก่อตั้งของมหาวิทยาลัยสตรีทงด็อก

มหาวิทยาลัยทงด็อกก่อตั้งขึ้นด้วยเจตจำนงที่ต้องการให้สิทธิแก่สตรีกว่า 74 ปี เพราะสตรีเกาหลีสมัยก่อนถูกลิดรอนสิทธิ ถูกจำกัดการศึกษา รวมถึงถูกความรุนแรงจากเพศชาย ทั้งทางกาย ทางจิตใจ จนไปถึงความรุนแรงทางเพศด้วย เช่นนั้นแล้วมหาวิทยาลัยทงด็อกจึงก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นผู้นำในการส่งเสริมความสามารถของผู้หญิงเสมอมา ทำให้เกาหลีได้มีมหาวิทยาลัยสตรีเพื่อปกป้องการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้คือความน่ากลัวของสังคม “ปิตาธิปไตยอย่างรุนแรงในเกาหลีใต้”

ปิตาธิปไตยที่รุนแรงในเกาหลีใต้ ยังถูกยืนยันได้จากสถิติช่องว่างทางเพศของฟอรัมเศรษฐกิจโลกในปี 2022 ที่เกาหลีใต้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 99 จาก 146 โดยในรายงานยังระบุว่า ด้วยอัตราความก้าวหน้าดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาถึง 132 ปี ในการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศอย่างสมบูรณ์

แล้วอะไรทำให้เกาหลีใต้ถึงมีสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเข้มข้น ขณะที่โลกกำลังเดินหน้าสู่ความเท่าเทียมกันทั่วโลก?

ทำไมปิตาธิปไตยถึง “เข้มข้น” ในเกาหลี

ประเทศเกาหลีมีการเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์มามาก ทั้งประวัติศาสตร์บาดแผลและประวัติศาสตร์สร้างชาติ แต่ทั้งหมดทั้งมวลทำเอาผู้เขียนเกือบลืมไปเลยว่า เดิมทีเกาหลีไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์มาตั้งแต่แรก ถามว่าทำไมผู้เขียนจึงยกเรื่องศาสนามาเล่าสู่กันฟัน นั่นเป็นเพราะศาสนาและความเชื่ออาจเป็นต้นตอของสังคมปิตาธิปไตยในเกาหลี

เราขออ้างอิงจากบทความวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ “Patriarchy in Korean Society : Substance and Appearance of Power” เขียนโดย Park Boo Jin ฉบับที่ 41 เล่มที่ 4 ตีพิมพ์โดยวารสาร The Academy of Korean Studies (AKS) วารสารของมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อเรื่องการวิจัยสายมนุษยวิทยาของเกาหลีใต้ โดยตัวบทความได้อธิบายถึง “ต้นตอของปิตาธิปไตยที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวตามขนบเกาหลีใต้” ซึ่งหลังจากที่เราได้อ่านเนื้อหาจบ ทำให้เราอยากหยิบบางส่วนของบทความนี้มาสรุปรวบย่อให้ทุกท่านได้เข้าใจ รากฝังลึกของระบบคิดชายเป็นใหญ่ของเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สังคมระดับเล็กอย่างครอบครัว

อย่างที่กล่าวไปว่าหลายคนคงเข้าใจเช่นกันกับเราว่า เกาหลีนับถือและปฏิบัติตามวิถีคนคริสต์เป็นส่วนใหญ่ แต่แท้จริงแล้วเกาใต้เพิ่งได้รับอิทธิพลและเปลี่ยนเป็นศาสนาคริสต์เมื่อช่วง ค.ศ. 1980 ซึ่งก่อนหน้านี้เกาหลีใต้มีศาสานาความเชื่อแบบผสมผสาน แต่แนวคิดที่ฝังรากได้อย่างทรงอิทธิพลต่อขนบธรรมเนียมคนเกาหลีที่สุดคือ “ขงจื๊อ” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีนเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1401 แล้ว โดยตัวคำสอนของขงจื๊อ ไม่ได้ระบุเพียงแค่ศาสตร์ของการเป็นผู้นำ แต่ยังแฝงไปด้วยความไม่เท่าเทียมทางเพศ เพราะขงจื๊อเชื่อว่า ชายและหญิงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งภายในและภายนอก ซึ่งผู้หญิงมีกรอบทางความแตกต่างนี้ที่ทำได้ไม่เท่ากันกับผู้ชาย ดังนั้นจึงมีการปลูกฝังแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงควรทำหน้าที่ภายในบ้าน คอยสนับสนุนสามี ไม่ควรออกไปนอกบ้านโดยพละการ ไม่ควรพูดคุยกับชายใดนอกจากสามี จนกระทั่งมีหลังสือสอนหญิงอย่าง หนังสือสี่เล่มสำหรับสตรี ( Nüsishu女四書) หนังสือที่เขียนโดยเพศชายว่าหญิงควรประพฤติตนอย่างไรจึงจะอยู่ดี

บทความ  “Patriarchy in Korean Society : Substance and Appearance of Power” ที่เราจะอ้างถึง จึงเป็นการอธิบายขนบชายเป็นใหญ่ในระดับครอบครัวคนเกาหลีใต้ที่ได้รับอิทธิมาจากรากเหง้าขงจื๊อ โดยเราจะอธิบายโดยสรุปเป็น “3 ความรุนแรงของปิตาธิปไตยที่เกิดขึ้นในครอบครัวคนเกาหลีใต้”

  1. พื้นที่ในบ้าน แปรเปลี่ยนเป็น “พื้นที่กักขัง”

ทำไมงานบ้านถึงต้องเป็นของผู้หญิง เพราะผู้ละเอียดอ่อนกว่าผู้ชายเหรอ? บทความนี้ได้ตอบกลับเรากลายๆ มาว่า “ไม่ใช่” เพราะเกาหลีใต้สมัยก่อนมีการแบ่งสัดส่วนบ้านอย่างชัดเจน สามีและภรรยาส่วนใหญ่ไม่ได้นอนห้องเดียวกัน เพราะสามีหรือ “ผู้นำครอบครัว” ต้องมีห้องส่วนตัวของตัวเองที่ชื่อว่าห้องซารีบัง แต่ในเวลาต่อมา ประชากรและครอบครัวของเกาหลีใต้กดเล็กลง ลูกๆ แต่งงานช้าลง ทำให้เมื่อลูกโตแล้วก็ยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ จึงเกิดการจัดสรรพื้นที่ใหม่สำหรับสังคมเกาหลี ห้องซารีบังที่เคยเป็นแค่ห้องของผู้นำครอบครัว จึงถูกยุบมาเป็นห้องที่ใช้สอยร่วมกันได้ และสามีภรรยานอนห้องนอนเดียวกัน แต่เมื่อพื้นที่นั้นถูกยุบมาเป็นห้องที่ใช้สอยรวมกันแล้ว จุดนี้จึงทำให้การกดทับผู้หญิงยังคงเกิดขึ้นเช่นเคย พื้นที่ในห้องนั้นกลายเป็นพื้นที่สำหรับภรรยาที่ต้องทำความสะอาด ดูแลความเรียบร้อยเพียงผู้เดียว เพราะภรรยาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน จึงต้องอยู่ที่บ้าน ภรรยาจึงเป็นผู้ที่ใช้พื้นที่ในบ้านเยอะและนานที่สุด ขณะที่สามีมีบ้านไว้เพื่อนอนพักผ่อน และเมื่อเช้าตรู่ก็ออกไปทำงาน ความคิดที่ว่าผู้หญิงต้องทำงานบ้าน จึงเป็นรากฝังลึกที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆ ในเกาหลีใต้

  1. การกินข้าวที่อิ่มด้วย “อำนาจ”

ถ้าใครเคยดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Reply 1988 คงต้องเข้าใจอย่างดีว่า ความไม่เท่าเทียมในลูกชายกับลูกสาวนั้นเห็นได้ชัดขนาดไหน โดยเฉพาะฉากที่ลูกสาวอยากกินเนื้อ แต่เนื้อทั้งหมดกลับถูกยกให้ลูกชาย ในขณะที่ลูกสาวได้กินแค่ผักที่เธอไม่ได้ชอบด้วยซ้ำ ซึ่งซีรีส์ไม่ได้เขียนบทเกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งนี้กลายเป็นขนบธรรมเนียมของเกาหลีที่ “ต้องวางเนื้อใกล้มือผู้ชาย” และ “วางผักไว้ใกล้มือผู้หญิง” แต่รู้หรือไม่ว่าเกาหลีใต้ในสมัยก่อน มีการวางอำนาจในวงข้าวมากกว่าปัจจุบันนี้อีก

ในบทความพบว่า เกาหลีใต้เมื่อปี 1950 ผู้นำของบ้านจะมีชามข้าวสวยๆ เป็นของตัวเอง ในขณะที่ผู้หญิงในบ้านทุกคนต้องกินข้าวจากแผ่นไม้ที่เรียกว่า “hamjibak” เป็นลักษณะชามข้าวที่ทำจากไม้ ทรงอาจคล้ายๆ เขียง แต่ยังพอใส่อาหารได้ และตำแหน่งการนั่งกินข้าวก็บ่งบอกถึงอำนาจในบ้านด้วย ต่อมาในช่วงปี 1970 ตำแหน่งการนั่งกินข้าวเริ่มไม่ได้ใช้บ่งบอกถึงอำนาจแล้ว แต่เป็นการบ่งบอก “หน้าที่” อย่างการใช้แม่และลูกสาวนั่งใกล้ๆ ตู้เย็น อ่างล้างจาน หรือใกล้หม้อหุงข้าว เพื่อคอยดูแล คอยบริการ และคอยให้ความสะดวกแก่ผู้นำของบ้านที่จะนั่งในจุดที่ต้องขยับตัวน้อยที่สุด หรือจุดที่ใกล้ฮีตเตอร์ จนไปถึงจุดที่นั่งดูทีวีได้สะดวกที่สุดนั่นเอง ซึ่งทุกวันนี้หลายบ้านในเกาหลียังคงเป็นเช่นนี้ ในขณะที่คนเกาหลีเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังกดขี่เพศหญิงจากการใช้ชีวิตประจำวัน

  1. พิธีไหว้บรรพบุรุษที่ผู้หญิงทำไม่ได้

ในส่วนนี้เรามองว่าประเทศจีนเองก็มีลักษณะนี้เช่นกัน เพราะเกาหลีใต้ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงดำเนินพิธีการไหว้บรรพบุรุษา โดยเฉพาะสมัยก่อนผู้หญิงไม่สามารถแม้แต่จะเข้าร่วมงานไหว้บรรพบุรุษด้วยซ้ำไป ทำได้เพียงเตรียมอาหารบูชาเพื่องานพิธีเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ผู้หญิงเข้าร่วมได้แล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเป็นผู้นำพิธีได้ หากบ้านใดไร้ผู้สืบทอดเป็นชายแล้ว พิธีไหว้บรรพบุรุษก็จะไม่ถูกจัดขึ้น หรือหากใครมีหลานหรือญาติห่างๆ เป็นเพศชาย ก็จำต้องขอไหว้วานให้ญาติมาเป็นผู้นำจัดงานพิธีให้ เรียกได้ว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิจัดงานไหว้บรรพบุรุษหรือพ่อแม่ของตัวเองได้เลย

นอกจากสามข้อข้างต้นที่เรากล่าวมาแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่ปิตาธิปไตยสร้างความรุนแรง ทั้งทางใจและทางกายตั้งแต่ในสังคมระดับจุลภาคอย่างครอบครัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากการฝังรากของแนวคิดชายเป็นใหญ่ในขงจื๊อ เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมรายงาน ช่องว่างทางเพศของฟอรัมเศรษฐกิจโลกในปี 2022 จึงบอกกับเราว่า เกาหลีคงต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปีกว่าจะได้รับความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเกาหลีเองก็อยู่กับหล่มปิตาธิปไตยมาหลายศตวรรษเช่นเดียวกัน

คลื่นเฟมินิสต์ลูกเล็กที่ทำให้ปิตาธิปไตย “สั่นคลอน”

การประท้วงของนักศึกษาหญิงในครั้งนี้ดำเนินมากว่า 10 แล้ว ทว่าการเคลื่อนไหวเพื่อนสิทธิสตรีในครั้งนี้ กลับไม่ได้ทำให้คนเกาหลีตื่นตัวในสังคมชายเป็นใหญ่มากขึ้น แต่กลับมีกระแส “ต่อต้านการประท้วงของนักศึกษาทงด็อก” จากกลุ่มต่อต้านแนวคิดเฟมินิสต์ โดยกลุ่ม Man on Solidarity กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเพศายเพื่อต่อต้านเฟมินิสต์ที่มีการทำช่องยูทูบ และมีคนติดตามกว่า 5 แสนคน โดยผู้เคลื่อนไหวในกลุ่มนี้มีการข่มขู่แจ้งความจับนักศึกษาหญิง มีความพยายามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัย ซึ่งอ้างว่าต้องการรู้สถานการณ์ภายในของกลุ่มผู้ประท้วง 

เหตุการณ์ที่เริ่มลุกลาม ทำให้ทางมหาวิทยาลัยออกมาประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนว่า ความเสียหายที่เกิดจากการประท้วงถูกประเมินไว้ว่าอยู่ระหว่าง 2,440 ล้านวอน (1.74 ล้านเหรียญสหรัฐ) ถึง 5,440 ล้านวอน ทำให้มีข้อกล่าวอ้างจากฝั่งนักศึกษาหญิงว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 14 พฤศจิกายน สภานักศึกษาได้รับเอกสารจากมหาวิทยาลัยซึ่งเรียกร้องค่าเสียหาย 330 ล้านวอน ซึ่งนับว่าเป็นการนำสภาวะทางการเงินของมหาวิทยาลัยมาใช้ข่มขู่นักศึกษา เพื่อให้หยุดการประท้วงโดยทันที

เรื่องราวจบลงด้วยความปรีดา เมื่อ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มติใหม่จากฝ่างบริหารมหาวิทยาลัยประกาศ “ระงับ” การเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยเป็นสหศึกษาเรียบร้อยแล้ว อาจเป็นเพราะความเสียหายทางมูลค่ามหาศาลของวิทยาลัย รวมถึงความกลัวในการสร้างภาพลักษณ์อันไม่พึงประสงค์ต่อมหาวิทยาลัย ที่อาจกระทบต่อการเข้าศึกษาต่อของนักศึกษารุ่นใหม่ด้วย

ท้ายที่สุดแล้วเราขอแสดงความยินดีกับเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยทงด็อกที่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สำเร็จผล และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงต่อไป จนกว่าความเท่าเทียมทางเพศในเกาหลีจะมีการตระหนักรู้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ที่มา : 

Koreasociety

Koreatimes

https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2024/11/113_386285.html

https://www.koreatimes.co.kr/www/nation/2024/11/113_386599.html

Korea JoongAng Daily

https://koreajoongangdaily.joins.com/news/2024-11-12/national/kcampus/Students-at-womens-universities-protest-plans-to-admit-male-students/2175911

Korea Herald

https://news.koreaherald.com/view.php?ud=20241110050084

Exit mobile version