Young Pride Club

หายนะสำหรับความหลากหลายทางเพศ เมื่อ ‘รัฐบาลทรัมป์’ ออกคำสั่งพิเศษทำลายสิทธิทางเพศสภาพ

Advertisements

“นี่คือ woke เลยนะ!!? เมื่อก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เคยทำอะไร Woke woke แบบนี้ด้วยเหรอ!!?”
ในระหว่างที่หาข้อมูล ฉันบังเอิญไปสะดุดกับข่าวเก่าที่ไม่ได้เก่ามาก 

เป็นข่าวสมัยปี ค.ศ. 2012 ที่พอได้อ่านแล้ว ก็แทบจะไม่เชื่อสายตาเลยว่า เรื่องนี้มันเคยเกิดขึ้นจริงด้วย! ตั้งคำถามขึ้นมาดังๆ แบบข้อความข้างบน คือในสมัยนั้นทรัมป์เคย woke ในระดับสนับสนุนผู้หญิงข้ามเพศให้ในพื้นที่ของผู้หญิงด้วยหรือ!? 

ข่าวที่ว่าคือข่าวที่ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงตัวยืนหยัดเคียงข้าง สนับสนุนให้ผู้หญิงข้ามเพศลงแข่งในการประกวดนางงามได้ [1] และถึงขั้นชื่นชมความสามารถในการตอบคำถามของผู้หญิงข้ามเพศ โอลิเวีย คัลโป ว่าเธอตอบคำถามได้อย่างชาญฉลาด [2]

จนฉันอึ้ง! ว่านี่คือทรัมป์คนเดียวกันกับตอนนี้ใช่ไหม!? คนเดียวกับที่เพิ่งจะออกคำสั่งพิเศษ ยกเลิก-ลิดรอน สิทธิต่างๆ ของบุคคลหลากหลายทางเพศสภาพอย่างคนข้ามเพศ นอนไบนารี ฯลฯ ใช่ไหม!?

ค่ะ ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบการประกวดนางงามสักเท่าไหร่

แต่อย่างน้อยการประกาศยอมรับตัวตนของผู้หญิงข้ามเพศบนเวทีสำหรับผู้หญิงนั้น ก็ถือเป็นการยอมรับเพศสภาพของผู้หญิงข้ามเพศว่าเป็น “ผู้หญิงคนหนึ่ง” เหมือนกัน

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้

เป็นเพราะพรรคการเมืองฝ่ายขวาและฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังดิ้นอย่างหนักเพื่อที่จะรักษาที่ทางของตัวเองไว้แล้วทรัมป์ก็เป็นแค่เบี้ยหมากตัวหนึ่ง? 

เป็นเพราะอุดมการณ์ฝ่ายขวาฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังดิ้นอย่างหนักแล้วมองเห็นว่าคนข้ามเพศ-นอนไบนารี-ผู้หลากหลายทางเพศสภาพ เป็นเหยื่อที่เอามาเชือดได้ง่ายๆ โดยจัดให้ทรัมป์เป็นนักแสดงใหญ่บนเวทีนี้?

หรือ เพราะในตอนนั้นทรัมป์แค่เห็นว่าผู้หญิงข้ามเพศเป็นดราม่าที่ “ขายได้” เฉยๆ?

ฉันคงให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ตอนนี้ โดยเฉพาะในเรื่องเจตนาของทรัมป์

แต่ที่แน่ๆ ที่สังเกตเห็นได้ชัดคือมีการอ้างใช้วาทกรรม “Gender Ideology” ที่แปลตรงตัวว่า “อุดมการณ์เพศสภาพ” มาเป็นเครื่องมือต่อต้านความหลากหลายทางเพศสภาพ และกระทั่งลิดรอนสิทธิมนุษยชนของพวกเรา

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องนี้ ฉันขอเกริ่นเสียหน่อยว่า นโยบายและคำสั่งพิเศษของรัฐบาลทรัมป์ ส่งผลต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศสภาพอย่างไรบ้าง

ผลกระทบจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์

ไม่นานหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เขาก็ได้ออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีหลายฉบับ เช่นเรื่องการยกเลิก DEI แบบที่เคยพูดถึงในบทความที่แล้ว และอีกเรื่องหนึ่งที่ส่งผลเลวร้ายอย่างมากกับความหลากหลายทางเพศคือ การยกเลิกการรับรองสิทธิต่างๆ ตามอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) และสั่งให้มีแค่สองเพศชายหญิงเท่านั้น โดยให้นับตามเพศกำเนิดที่พวกเขาอ้างว่าเป็น “ความจริงทางชีวภาพ”  [3]

แน่นอนว่าแนวคิด “มีแค่สองเพศ” จะส่งผลกระทบต่อเพศหลากหลายอย่างนอนไบนารี เจนเดอร์เควียร์ หรือเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ ส่วนวาทกรรม “เพศทางชีวภาพ” ที่พ่วงมาด้วยก็จะกลายเป็นการกีดกันและกดขี่คนข้ามเพศไปด้วยอย่างแน่นอน (ฉันเคยเขียนบทความไปแล้วว่าแนวคิดที่อ้างว่า “เพศกำเนิด” เป็น “เพศทางชีวภาพ” นั้นขัเกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง ลองไปหาอ่านได้)

สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ ผู้คนในสหรัฐฯ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพศสภาพตามเจตจำนงเสรีและตามการรับรู้ตัวเองได้อีกต่อไป ทั้งคนข้ามเพศทั้งไบนารีและนอนไบนารี จะไม่สามารถเปลี่ยนเพศทางกฎหมายเป็นเพศอื่นๆ นอกจากเพศที่ถูกรัฐกำหนดให้เป็นตอนเกิดเท่านั้น มันคือการที่รัฐกำลังใช้อำนาจในการกำหนดชีวิตคนของปัจเจกบุคคล หมายความว่าคำสั่งของทรัมป์นั้น ขัดกับหลักการสิทธิในการกำหนดตัวเองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานระดับสากล [4]

คำสั่งของทรัมป์ ส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ทางเพศในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การกีดกันไม่ให้วัยรุ่นสามารถรับการช่วยเหลือข้ามเพศ เช่น การเทคฮอร์โมน ทำให้เกิดการกีดกันเลือกปฏิบัติไม่ให้คนข้ามเพศเข้าถึงสถานที่ บริการ หรือความช่วยเหลือที่จัดไว้ให้พวกเขาได้ เช่น การเข้าถึงที่พักพิงสำหรับคนไร้บ้านหรือคนที่เผชิญความรุนแรงจากครอบครัว [5] การถูกเลือกปฏิบัติทางเพศในเรือนจำ กีดกันไม่ให้คนข้ามเพศเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพตัวเอง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการเลิกอนุญาตให้คนข้ามเพศเข้ารับราชการทหารได้  การถูกลบเลือนจากประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของ LGBTQ+ [7] การไม่ยอมรับเพศสภาพของคนข้ามเพศในวงการกีฬาและกีดกันจากการแข่งขัน เช่น กรณีที่กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ขอให้สมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NCAA ริบตำแหน่งและปลดสถิติของนักกีฬาหญิงข้ามเพศ เลีย โทมัส[8] โดยอ้างว่าผู้หญิงข้ามเพศ “เป็นผู้ชาย” จึงไม่ควรไปแข่งกีฬาผู้หญิง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เพิ่งจะมีงานวิจัยออกมาล่าสุดในปี 2567 ระบุว่า ผู้หญิงข้ามเพศอาจจะมีข้อเสียเปรียบทางกายภาพเทียบกับผู้หญิงตามเพศกำเนิดด้วยซ้ำ เช่น หญิงข้ามเพศมีประสิทธิภาพปอดน้อยกว่าผู้หญิงตามเพศกำเนิด [9]

ที่ฉันยกตัวอย่างมายาวเหยียดนี้ อาจจะยังครอบคลุมไม่หมดในตอนนี้ คาดว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่นโยบายของทรัมป์จะทำร้ายคนข้ามเพศและผู้มีเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ

สรุปสั้นๆ คือมันเป็นหายนะสำหรับคนข้ามเพศและคนเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ ในทุกๆ ด้าน ฉันสังเกตเห็นเพื่อนคนข้ามเพศชาวสหรัฐฯ ทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมากพากันเตรียมอพยพไปประเทศอื่น สอนเปลี่ยนเพศในเอกสารเดินทางให้เป็นเพศสภาพของพวกเขา หรือไม่ก็มีแผนพยายามซ่อนตัวด้วยการรีบขอเปลี่ยนคำระบุเพศสถานะในเอกสารต่างๆ

หายนะที่คนข้ามเพศจำนวนมากต้องเผชิญเพียงเพราะคนบางกลุ่มแค่อยากเอาชนะอยากคงไว้ซึ่งอำนาจในการกำหนดเพศคนอื่น โดยอ้างแบบผิดๆ ว่ามันคือ “เพศทางชีวภาพ” 

ไม่เพียงเท่านั้น ฉันตั้งข้อสังเกตว่า คนวพกนี้ไม่ได้อาศัยวิทยาศาสตร์เลยด้วยซ้ำ แต่อาศัยศาสนามาเป็นข้ออ้าง เพราะหลังจากที่พวกเขาอ้างว่า “มีแต่ชายและหญิงตามเพศกำเนิด” หรือ “ความเป็นจริงทางชีวภาพ” ก็มักจะอ้างต่อในประโยคถัดไปเลยว่า “(การมีแต่เพศกำเนิด 2 เพศนั้น) เป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” [3][5]

ทำให้ดูเหมือนว่า อุดมการณ์ต่อต้านเพศสภาพจากฝ่ายขวานี้ จะผูกติดอยู่กับวาทกรรมที่มาจากศาสนาคริสต์ในสายอนุรักษ์นิยมอเมริกันอยู่ในตัวด้วย

แต่ก็มีชาวคริสต์บางส่วนที่ต่อต้านวาทกรรมเช่นนี้อยู่เหมือนกัน

Gender ไม่ใช่ Ideology แต่เป็นอัตลักษณ์ที่ตั้งอยู่บนสิทธิในการกำหนดตัวเอง 

นักเทววิทยาสายฟรันซิสกัน ชื่อ แดน โฮราน ระบุว่า มีการอ้างใช้คำว่า “gender ideology” หรือ “อุดมการณ์เพศสภาพ” เพื่อปั้นแต่งให้มันดูเป็นผีร้ายผู้ลึกลับน่ากลัวและมองไม่เห็น แล้วใช้ความกลัวเช่นนี้มาปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้านชาว LGBTQ+ ซึ่งในหมู่แวดวงคาทอลิกในสหรัฐฯ ก็มีการอ้างใช้อะไรแบบนี้เช่นกัน 

โฮรานมองว่าการใช้วาทกรรมเช่นนี้ เป็น “การก่อภยันตรายต่อกลุ่มคนผู้ถูกทำให้เปราะบางในสังคมที่อยุติธรรมอยู่แล้ว” [6] ซึ่งเขาหมายถึงคนข้ามเพศ

ก่อนอื่นฉันขออธิบายก่อนว่า คำว่า “อุดมการณ์” อาจจะฟังดูดีในบริบทการใช้คำในบ้านเรา แต่ไม่ใช่สำหรับวาทกรรมนี้ ในวาทกรรมของฝ่ายขวาอเมริกัน การใช้คำว่า “อุดมการณ์เพศสภาพ” นั้น สื่อออกมาในเชิงปฏิเสธว่า เรื่องของเพศสภาพ เป็นแค่แนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นมาเองทางการเมืองและไม่มีอยู่จริง ซึ่งไปสอดคล้องกับวาทกรรมของกลุ่มผู้อ้างเฟมินิสม์เพื่อเหยียดคนข้ามเพศที่เรียกว่า TERFs ซึ่งกลุ่มนี้มักจะอ้างว่าเพศกำเนิด/กำหนด เท่านั้นที่ “เป็นของจริง” แต่ gender หรือเพศสภาพ/อัตลักษณ์ทางเพศ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง และเป็นแค่แนวคิดทางสังคมหรือการเมือง ที่ปลูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น พวกเขาจึงเหยียดและพยายามซ่อมเพศคนข้ามเพศให้กลับไปเป็นเพศกำเนิด/เพศกำหนด 

สิ่งที่พวกเหยียดทรานส์กระทำ ขัดกับความจริงที่ว่า เพศสภาพ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ นั้นมาจากการรับรู้ตัวตนของบุคคลนั้นๆ และมาจากเจตจำนงของพวกเขาเอง แล้วชื่อเพศต่างๆ ก็มาจากการที่บุคคลหลากหลายทางเพศเหล่านี้ ใช้ภาษามาอธิบายตัวตนของตัวเอง ทำให้ gender และเพศสภาพนั้นนับได้ว่ามีอยู่จริงเทียบเท่ากับเพศสรีระ หรือ sex

 เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เพศสรีระ หรือ sex ก็มาจากการปลูกสร้างทางสังคมเหมือนกัน มาจากการใช้ภาษาเรียกคนๆ หนึ่งว่าเป็น “หญิง” หรือ เป็น “ชาย” โดยวางอยู่บนกรอบทางกายภาพของคนหนึ่งๆ ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งถือกำเนิดผ่านมุมมองของคนนอกที่ไม่ใช่พวกเขา หรือไม่ได้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาหลังจากนั้นเลย

ดังนั้นแล้วถ้าพวกเขาอ้างว่าเพศสภาพหรืออัตลักษณ์ทางเพศคือ gender นั้นเป้นเรื่อง “ไม่จริง” เพศสรีระ คือ sex ก็เป็นเรื่อง “ไม่จริง” เทียบเท่ากัน ไม่สิ ต่อให้ใช้แนวคิดแบบนี้ gender ก็ยังน่าจะจริงกว่าด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยมันมาจากการรับรู้ตัวตนของเจ้าของเรือนร่างนั้นๆ เอง

โฮราน วิเคราะห์ว่ามีการอ้างใช้คำว่า “อุดมการณ์ทางเพศสภาพ” เพื่อบอกปัดว่าเพศสภาพเป็นแค่ “แฟชั่นใหม่” ที่ไม่ดีกับลูกหลานของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องย้อนแย้งกันในตัวเองเพราะในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์เองก็เคยถูกกดขี่เพราะถูกอ้างว่าเป็น “แฟชั่นใหม่ที่อันตราย” มาก่อนเหมือนกัน

โฮราน พยายามเรียกร้องให้คณะสงฆ์ผู้ต่อต้านเพศสภาพ ให้รับฟังนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเพศสภาพอย่าง จูดิธ บัทเลอร์ แทนที่จะโจมตีเขาอย่างเดียว มีการตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายต่อต้านคนข้ามเพศมักจะอ้างวาทกรรท “อุดมการณ์เพศสภาพ” ขึ้นมาเพื่อเถียงเข้าข้างตัวเองโดยไม่รับฟังข้อโต้แย้งหรือการอภิปรายใดๆ [6]

แต่ก็ใช่ว่าจะไร้แรงต้าน

หนึ่งในคำสั่งของทรัมป์ คือการสั่งห้ามไม่ให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการสาธารณสุุขในการช่วยเหลือข้ามเพศได้เช่นการเทคฮอร์โมน ซึ่งมีแรงต้านกลับมาจากกาคส่วนตุลาการของสหรัฐฯคือ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้พิพากษาสหรัฐฯ เบรนดัน เฮอร์สัน ก็สั่งสกัดกั้นคำสั่งพิเศษของทรัมป์ในเรื่องนี้เป็นการชั่วคราว หลังจากที่ครอบครัวของเด็กและวัยรุ่นที่เป็นคนข้ามเพศร่วมมือกับกลุ่มสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน ACLU ฟ้องร้องต่อต้านคำสั่งทรัมป์ [10]

มีหลายเมืองในสหรัฐฯ ที่โหวตเพื่อตั้งให้เมืองของตัวเองกลายเป็นสถานที่คุ้มภัยให้กับคนข้ามเพศ หลังจากที่ทรัมป์ออกคำสั่งและนโยบายโจมตีคนข้ามเพศอย่างหนักและอย่างต่อเนื่อง เช่น เมืองวูสเตอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์, เมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี, เมืองอิทาคา รัฐนิวยอร์ก, เมืองซาคาเมนโต เมืองเวสต์ฮอลลิวูด และเมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย [11]

ถึงแม้ว่าเมืองเหล่านี้อาจจะไม่ได้ออกนโยบายใหม่ที่จะให้การคุ้มครองคนข้ามเพศโดยตรงก็ตาม แต่อย่างน้้อยก็มีการห้ามไม่ให้ใช้ทรัพยากรรัฐไปเพื่อการจับกุมคุมขังผู้ที่เข้ารับการช่วยเหลือข้ามเพศหรือผู้ให้บริการช่วยเหลือข้ามเพศ นอกจากนี้ในรัฐแคนซัส ผู้ว่าการรัฐคือ ลอรา เคลลี จากพรรคเดโมแครต ก็ได้วีโต้คัดค้านกฎหมายห้ามวัยรุ่นรับการช่วยเหลือข้ามเพศเป็นครั้งที่ 3 แล้ว [12]

ถึงตอนนี้ จากมุมมองผู้หญิงข้ามเพศอย่างฉัน มันยังเป็นแค่การโหมโรงของหายนะเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์จะทำต่อไปอาจจะขยายผลไปมากกว่านี้ ทำให้ฉันอยากเรียกร้องให้ผู้เป็นมิตรกับคนข้ามเพศทั้งหลาย ช่วยกันเปล่งเสียง ต่อสู้ คัดค้าน ย้ำจุดยืน และแสดงการยืนหยัดเคียงข้างคนข้ามเพศกับบุคคลเพศสภาพหลากหลาย

เพราะคนข้ามเพศอย่างพวกเรา ได้ต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว 


[1] https://www.reuters.com/article/lifestyle/trump-overrules-rejection-of-transgender-beauty-queen-idUSBRE83301Z/

[2] https://edition.cnn.com/2023/06/16/politics/trump-transgender-women-pageants-kfile/index.html

[3]
https://www.npr.org/2025/02/07/g-s1-46893/trump-anti-trans-rights-executive-action-gender-ideology-confusion

[4]
https://press.un.org/en/2013/gashc4085.doc.htm

[5]
https://www.thepinknews.com/2025/02/13/trans-department-of-housing-and-urban-development-scott-turner/

[6]
https://www.newwaysministry.org/2020/07/15/franciscan-theologian-church-must-abandon-boogeyman-of-gender-ideology/

[7]
https://www.thepinknews.com/2025/02/14/stonewall-marsha-p-johnson/

[8]
https://www.thepinknews.com/2025/02/12/trumps-education-department-demands-trans-college-athletes-like-lia-thomas-be-stripped-of-titles/

[9]
https://bjsm.bmj.com/content/58/11/586.responses

[10]
https://www.aljazeera.com/news/2025/2/14/judge-halts-trump-order-barring-gender-affirming-care-for-transgender-teens

[11]
https://www.thepinknews.com/2025/02/13/worcester-ma-trans-sanctuary-city/

[12]
https://www.thepinknews.com/2025/02/13/kansa-trans-healthcare-laura-kelly/

Exit mobile version