“การโจมตีสิทธิของกลุ่มคนชายชอบ ไม่ใช่ชัยชนะของสตรีนิยม”
“การเรียกร้องให้มีการนิยามผู้หญิง ให้อยู่ในกรอบทางชีวภาพของพวกเรา ไม่นับเป็นชัยชนะของสตรีนิยม”
Nadia Whittome สส.หญิงอังกฤษ โพสต์ข้อความนี้ไว้ในโซเชียลเดีย [1] เพื่อโต้ตอบกรณีที่ศาลอังกฤษ ตัดสินให้มีการนิยาม “ผู้หญิง” ให้ผูกอยู่กับ “เพศตามชีวภาพ” เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเธอไม่เห็นด้วยว่าการตีกรอบนิยามความเป็นผู้หญิงไว้กับเรื่องทางชีวภาพเช่นนี้ และมองว่ามันไม่ได้เป็น “ชัยชนะของสตรีนิยม” แบบที่สื่อบางแห่งกล่าวอ้าง
ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงสุดสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-20 เมษายน ที่ผ่านมา เราได้เห็นการประท้วงใหญ่ในอังกฤษที่ผู้คนเรือนหมื่น[2] ทั้งกลุ่มคนข้ามเพศและผู้สนับสนุนคนข้ามเพศ พากันออกมาประท้วงแสดงการต่อต้านคำตัดสินของศาลอังกฤษในเรื่องการจำกัดนิยามของคำว่า “ผู้หญิง” ให้ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่อ้างว่าคือ “เพศทางชีวภาพ” เท่านั้น
ศาลอังกฤษตัดสินในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา ให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อความบางส่วนใน “กฎหมายความเท่าเทียม” โดยเปลี่ยนนิยามคำว่า “ผู้หญิง” ให้มีความหมายตาม “เพศทางชีวภาพ” ถึงแม้ผู้พิพากษาบางคนจะอ้างว่าคนข้ามเพศก็ยังคงได้รับการคุ้มครองตามบัญญัติความเท่าเทียมอยู่เวลาที่เผชิญกับการกีดกันเลือกปฏิบัติ แต่มันจะส่งกระทบต่อคนข้ามเพศเป็นแน่แท้[3]
ถึงแม้จะมีข้ออ้างว่าคนข้ามเพศจะยังได้รับการคุ้มครองในกรณีถูกกีดกันเลือกปฏิบัติหรือถูกคุกคามอยู่ก็ตาม แต่เจตนารมณ์จากศาลก็สื่อให้เห็นชัดว่าพวกเขาจำกัดกรอบคำว่าเพศให้เป็นไบนารี หรือแบ่งได้เป็นสองเท่านั้น เป็นการขาดความใส่ใจต่อกลุ่ม Intersex เป็นแน่แท้ และตัวเจตนารมณ์เองก็ทำการกีดกันนอนไบนารีไปแล้ว การที่พวกเขาอ้างอิงตาม “เพศทางชีวภาพ” มันยังเป็นความเข้าใจบิดเบี้ยวในเรื่องเพศด้วย ซึ่งฉันจะกลับมาพูดถึงอีกครั้งว่ามันบิดเบี้ยวยังไง
ผู้พิพากษาอ้างอีกว่าการตีความคำว่าเพศให้เป็นอื่นนอกเหนือจาก “เพศทางชีวภาพ” จะทำให้เป็นการ “ไม่คงเส้นคงวาและไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้” ถึงแม้คนๆ นั้นจะมีใบรับรองเพศสภาพของพวกเขาก็ตาม นอกจากนี้เนื้อหาของคำตัดสินของศาลยังระบุในเชิงเน้นย้ำเรื่อง “เพศทางชีวภาพ” ที่ฟังดูเหมือนตายตัว ล้าหลัง และไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ไม่เข้าใจพลวัติ ไม่เข้าใจความซับซ้อนในการเจริญพันธุ์และความหลากหลายของร่างกายมนุษย์อย่างแท้จริง
แน่นอนว่าถึงแม้พวกเขาจะอ้างว่าจะยังคงคุ้มครองคนข้ามเพศในบางด้าน แต่การไม่ยอมรับเพศสภาพของพวกเรามันก็ผิดมาตั้งแต่จะเริ่มต้นแล้ว มีการประเมินว่าอาจจะส่งผลถึงเรื่องการใช้พื้นที่เฉพาะเพศที่แบ่งแยกชายหญิงชัดเจนด้วย
เช่น การเข้าห้องน้ำที่ระบุเพศชายหญิง ทำให้คนข้ามเพศมีความยากลำบาก ไม่สามารถเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพของตัวเองได้[3] (เช่น ชายข้ามเพศควรได้รับอนุญาตให้เข้าห้องน้ำชายตามเพศสภาพตนได้ถ้าเจ้าตัวสะดวกใจ) เพราะนิยามคำว่าเพศถูกขีดเส้นให้กลายเป็น “เพศทางชีวภาพ” ไปแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าคำว่า “เพศทางชีวภาพ”เป็แค่วาทกรรอย่างหนึ่ง สิ่งที่คนกลุ่มนี้หมายถึงจริงๆ คือ เพศที่รัฐกำหนดให้เราโดยกำเนิดนั่นแหล่ะ! ทำมาเป็นใช้คำให้ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวอะไรกับวิทยาศาสตร์เลย เป็นแค่การใช้อำนาจรัฐในการกำหนดกะเกณฑ์ประชากรและแบ่งแยกผู้คนเท่านั้น
นึกดูเอาแล้วกันนะคะ ถ้ามีทรานส์แมนหรือชายข้ามเพศคนหนึ่ง เทคฮอร์โมนมานานแล้ว ผ่าตัดหน้าอกแล้ว มีหนวดมีเครา บางคนมีกล้ามขึ้นด้วย จำต้องใช้ “ห้องน้ำหญิง” เพียงเพราะรัฐกำหนดว่าเพศของเขายัง “เป็นหญิง” อยู่เพราะลักษณะทางกายภาพโดยกำเนิดบางอย่าง ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงข้ามเพศที่เทคฮอร์โมนมานาน มีหน้าอก มีลักษณะทางเพศแบบหญิงอื่นๆ แล้ว ยังถูกบีบบังคับให้ต้องเข้า “ห้องน้ำชาย” มันไม่ใช่แค่สร้างความกระอักกระอ่วนใจเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงจะทำให้คนข้ามเพศถูกรังแก ทำร้ายร่ายกาย หรืออะไรที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็เป็นได้
เอาจริงๆ แล้วไม่ต้องถึงขั้นคนที่เทคฮอร์โมนมานานหรอกค่ะ คนข้ามเพศในทุกรูปแบบก็เผชิญกับความรู้สึกกระอักกระอ่วนและไม่ปลอดภัยเช่นกันกับการถูกบังคับให้ต้องเข้าห้องน้ำหรือพื้นที่อื่นๆ ตามเพศกำเนิด/เพศกำหนดของพวกเขา แทนที่จะเป็นเพศสภาพ
ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เพียงแค่ส่งผลถึงห้องน้ำเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงพื้นที่ใช้งานแบบแบ่งเพศชายหญิงที่อื่นๆ ด้วย เช่น โรงพยาบาล, สถานพักพิง, โรงกีฬา และอื่นๆ [4]
ไม่เพียงเท่านั้น องค์กรว่าด้วยความโปร่งใสของรัฐบาลอย่าง the Good Law Project ยังบอกอีกว่า “คำตัดสินในครั้งนี้คือการก้าวล่วงไปสู่เส้นทางที่อันตรายแบบไม่เคยไปถึงมาก่อน และนับเป็นการลบเลือนผู้หญิงข้ามเพศออกจากการคุ้มครอง เป็นการทำให้สิทธิของคนข้ามเพศถดถอยกลับไปอีก 20 ปี” [5]
ถึงแม้ว่าศาลจะอ้างว่าผู้หญิงข้ามเพศจะยังคงได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเวลาถูกเลือกปฏิบัติทางเพศก็ตาม ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นแค่ของกำนัลปลอบใจสำหรับการทำให้กฎหมายล้าหลังลง แต่ในเนื้อหากฎหมายก็นับเป็นการที่รัฐแสดงการไม่ยอมรับเพศของทั้งผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ และนอนไบนารี นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการคุ้มครองครอบคลุมไปถึงด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการต่อต้านการเลือกปฏิบัติด้วย
นักวิชาการด้านประเด็นทางเพศหลายคนในอังกฤษ ก็มองว่าคำตัดสินของศาลอังกฤษนับเป็น “ความถดถอยสำหรับคนข้ามเพศ” [6]
วิกเตอเรีย แมคคลาวด์ ผู้พิพากษาที่เปิดตัวว่าเป็นคนข้ามเพศคนแรกในอังกฤษ บอกว่าคำตัดสินของศาลในครั้งนี้เป็น “ช่วงเวลาที่น่ากลัว” สำหรับคนข้ามเพศ เพราะการแก้นิยามเช่นนี้จะเปิดทางให้มีการปิดกั้นคนข้ามเพศออกจากพื้นที่เฉพาะเพศได้ จากเดิมที่การกีดกันคนข้ามเพศจะต้องมี “เป้าหมายที่ชอบธรรม” ซึ่งก็ฟังดูแย่อยู่แล้ว แต่คราวนี้ยิ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องอ้าง “เป้าหมายที่ชอบธรรม” อีกต่อไป ก็สามารถกีดกันคนข้ามเพศได้ เลยทำให้อะไรๆ แย่ลงไปอีก
เดเมียน กอนซาเลส-ซาร์ลเบิร์ก นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า แม้จะเป็นแค่การเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ผู้หญิง” แต่การแก้กฎหมายเช่นนี้ ก็เป็นการตอกย้ำแนวคิดที่แบบที่ว่าเพศจะต้องผู้ติดอยู่กับ “ชีวภาพ” หรือในที่นี้คือเพศกำเนิด/เพศกำหนด เท่านั้น อย่างที่ก่อนหน้านี้เคยมีการอ้างเรื่อง “ชีวภาพ” มาปฏิเสธไม่ยอมให้ Gender X ในหนังสือเดินทางของบุคคลที่อยากระบุเพศเป็นอื่นนอกจากชายหญิง[6]
นอกจากนี้ เดเมียน ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าการอ้างคำว่า “ชีวภาพ” ของศาลไม่เมคเซนส์
เพราะถ้าหากเป็นเรื่องทางชีวภาพจริง ทำไมไม่คำนึงถึงชีวภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของคนข้ามเพศที่เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายตัวเองแล้ว ด้วยฮอร์โมนหรือวิธีการอื่นๆ
อย่างที่ฉันเคยบอกไป การที่ศาลใช้คำว่า “เพศทางชีวภาพ” พวกเขาไม่ได้คิดถึงอะไรที่เป็นชีวภาพจริงจังหรอกค่ะ แต่ใช้มันเพื่ออ้างผิดๆ ว่าเพศชีวภาพคือเพศ”กำเนิด” ที่จริงๆ แล้วมันเป็นเพศกำหนด เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่รู้มากำหนดให้เราเป็น ทั้งที่เห็นเราแค่ตอนเกิด อยู่ๆ ก็มาบอกว่าเราเป็นเพศได้แค่สองเพศ ชายหรือหญิง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรกับชีวิตเรา ทั้งๆ ที่เพศสภาพคือสำนึกทางเพศที่บุคคลหนึ่งจะรับรู้ตัวเองได้ ไม่ว่าจะตั้งแต่ตอนยังเด็กหรือตอนโตแล้วก็ตาม
เรื่องนี้ เอียน เลอกัส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิ LGBTQI+ ถึงขั้นบอกว่าศาลอังกฤษได้ใช้ดุลยพินิจ “แบบขยะๆ” มาสมทบกับ Junk Science หรือ วิทยาศาสตร์เทียมแบบขยะๆ แบบที่เคยอ้างใช้ใน Cass Report ที่เป็นการปิดกั้นการเข้าถึงการช่วยเหลือข้ามเพศทางการแพทย์ เลอกัส มองว่าคำตัดสินของศาลล่าสุดนี้ก็จะส่งผลแบบเดียวกับ Cass Report เมื่อปี 2567 คือเป็นการเติมเชื้อไฟให้เกิด “การกีดกันเลือกปฏิบัติ การตีตรา และความรุนแรงต่อคนข้ามเพศ กับบุคคลหลากหลายทางเพศสภาพ*อื่นๆ”
เรื่องนี้มีการวิเคราะห์จากสื่อเอาไว้แล้วว่า คำตัดสินของศาลอังกฤษยังมีโอกาสจะทำให้คนข้ามเพศไม่สามารถเรียกร้องขอค่าจ้างที่เท่าเทียมได้ด้วย
เลอกัสชี้ว่าการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนนิยามเช่นนี้ อาจจะเป็นการนำไปสู่การลิดรอนสิทธิของคนข้ามเพศที่แย่ยิ่งกว่านั้นได้ เพราะเท่ากับกฎหมายไม่ยอมรับเพศสภาพของคนข้ามเพศ แต่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่อ้างสตรีนิยมแบบผิดๆ เช่นพวก TERFs มาเหยียดคนข้ามเพศ ส่งผลให้อาจจะมีการใช้นิยามนี้ มาเป็นฐานในการออกกฎหมายลิดรอนสิทธิคนข้ามเพศด้านอื่นๆ ในอนาคตได้[6]
เรื่องนี้ขออนุญาตเล่าเปรียบเทียบกับในประเทศไทยเล็กน้อยว่า ในประเทศไทยกำลังมีการเสนอ กฎหมายรับรองเพศสภาพ หรือที่เรียกว่า พรบ.คำนำหน้านาม อยู่อย่างน้อย 4 ร่างในตอนนี้ ทั้งจาก พรรคประชาชน, GET-ACT, กลุ่ม Intersex Thailand และกรมกิจการสตรีฯ และแต่ละร่างก็กำลังอยู่ในขั้นตอนต่างกัน บ้างก็กำลังรวบรวมรายชื่อ อยู่ช่วงเรียบเรียงร่าง หรือรอรัฐสภาตั้งวาระพิจารณาหลักการ และแต่ละร่างก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทุกร่างก็ตั้งอยู่บนหลักการเรื่องการกำหนดตนเองหรือ self-determination[9]
คำตัดสินในอังกฤษไม่ใช่ชัยชนะของสตรีนิยมอย่างแน่นอน
แต่คือชัยชนะของอำนาจนิยม-ปิตาธิปไตย
และถ้าหากมองกันตามคำนิยามของศาลอังกฤษแล้ว เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นผลกระทบต่อคนข้ามเพศเท่านั้น มันยังส่งผลกระทบต่อผู้หญิงตรงเพศด้วย มีคำอธิบายของเลอกัสในเรื่องนี้ว่า “คำตัดสินนี้ทำให้เราเข้าใกล้โลกที่จะอ้างเรื่องชีวภาพมาจำกัดสิทธิของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะเพศสภาพใดหรือมีการแสดงออกทางเพศแบบใดก็ตาม”
เจส โอ ทอมป์สัน นักข่าวคนข้ามเพศและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย บอกว่า คำตัดสินของศาลอังกฤษจะถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกิดการลิดรอนสิทธิของคนข้ามเพศหนักขึ้น ซึ่งมันไม่เพียงจะกระทบต่อคนข้ามเพศเท่านั้น มันจะกระทบกับคนอื่นในวงกว้างด้วย เพราะคำตัดสินนี้มีที่มาจากความต้องการที่จะใช้อำนาจควบคุมตรวจตราว่า “อะไรคือความเป็นผู้หญิง” [8]
จากการที่ฉันลองวิเคราะห์ในเรื่องนี้ผสมกับประสบการณ์ของฉันเอง ในฐานะผู้หญิงข้ามเพศ ซึ่งเปิดตัวก่อนหน้าที่จะเทคฮอร์โมน หรือก็คือก่อนหน้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ ฉันก็อยากจะบอกว่า ประสบการณ์ของผู้หญิงข้ามเพศ ไม่ว่าจะเทคฮอร์โมนหรือไม่ก็ตาม พวกเราก็เผชิญกับอำนาจนิยมของปิตาธิปไตยทั้งสิ้น
เมื่อใดก็ตามที่คุณบอกว่าตัวเองเป็นผู้หญิง
ไม่ว่าคุณจะมีเพศกำเนิดใดก็ตาม สิ่งแรกคุณจะถูกกระทำคือการตกอยู่ภายใต้สายตาที่คอยตัดสินว่า คุณได้กระทำในสิ่งที่ “เป็นผู้หญิง” มากพอตามกรอบที่ปิตาธิปไตยกำหนดไว้หรือไม่ เช่นว่า…
“คุณมีอวัยวะเพศแบบใด มีลูกได้หรือไม่?” เป็นแนวคิดจำกัดกรอบผู้หญิงให้อยู่แค่ในฐานะคนผลิตลูกออกมาให้สังคมปิตาธิปไตย และไม่ใช่ผู้หญิงตรงเพศทุกคนจะมีลูกได้ หรือบางคนก็เลือกที่จะไม่มีลูกด้วยเหตุผลของตัวเอง
“คุณมีเมนส์หรือไม่?” เป็นเครื่องมือให้สังคมปิตาธิปไตยอ้างเอามากล่าวหาเพื่อกีดกันคนบางส่วนออกจากสถานที่ทางศาสนา หรือเอามาอ้างว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนความอ่อนแอทางร่ายกายและจิตใจของ “ผู้หญิง” ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้หญิงตรงเพศก็ไม่ได้เป็นเมนส์กันทุกคน [7] ส่วนผู้หญิงข้ามเพศที่ไม่มีเมนส์ (แต่บางคนที่เทคฮอร์โมนแล้วอาจมีอาการคล้ายก่อนเป็นเมนส์หรือ PMS) มักจะถูกอ้างว่าไม่เป็นหญิงมากพอเพราะเรื่องนี้
คุณอยากให้สังคมปิตาธิปไตยมากำหนดว่าความเป็นหญิงของคุณผูกติดอยู่แค่กับเลือดประจำเดือนหรือ? ถ้าคุณอยู่ในวัยหมดประจำเดือนคุณก็จะไม่เป็นผู้หญิงอีกต่อไป?
“คุณมีบทบาททางเพศตามที่สังคมใช้อำนาจกำหนดไว้หรือไม่?” เช่นว่าต้องเป็นแต่แม่บ้านที่ไม่ได้รับเงิน อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเท่านั้น ทั้งๆ ที่ผู้หญิงสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่พวกเราต้องการ
สุดท้ายแล้วการที่ศาลตีกรอบความเป็นหญิงไว้ที่แบบใดแบบหนึ่ง นอกเหนือจากเจตจำนงเสรีของบุคคลนั้นๆ เอง ก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าอำนาจนิยมในการจำกัดผู้หญิงและเพศอื่นๆ ให้อยู่แทบเท้าปิตาธิปไตย
เป็นเรื่องน่าชวนให้ขันขื่นที่ผู้หญิงตรงเพศหลายคนกลับแสดงความยินดีกับคำตัดสินแบบนี้ เพียงเพราะพวกเธอเกลียดกลัวคนข้ามเพศ เพียงเพราะพวกเธอคิดว่าตัวเองทำได้ดีกว่าคนข้ามเพศในการปฏิบัติตามนิยามความเป็น “ผู้หญิง” ภายใต้กรอบอำนาจของปิตาธิปไตย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนเหล่านี้จะรู้ตัวหรือไม่ว่าพวกเขาเป็นเบี้ยหมาก หรือจริงๆ แล้วยอมเต็มใจเป็นเบี้ยหมากให้กับอำนาจนิยมแบบนี้กันแน่
[1] https://x.com/NadiaWhittomeMP/status/1912878395769110781
[3] https://www.thepinknews.com/2025/04/16/supreme-court-trans-woman-ruling-takeaways/#page/5
[4] https://www.thepinknews.com/2025/04/16/supreme-court-ruling-reaction-trans
[5] https://www.gaystarnews.co.uk/news/supreme-court-ruling-woman-equality-act-what-does-it-mean
[7] https://helloclue.com/articles/cycle-a-z/talking-about-periods-beyond-gender
[9] https://prachatai.com/journal/2025/01/112019
เป็นลูกแม่ค้าสตรีทฟู้ด ที่พอถึงช่วงยุค 2000s ก็หารายได้เสริมระหว่างเรียนด้วยการเขียนคอลัมน์วิจารณ์เพลง (ใช้ชื่อเดดเนม) + ถือกล้องตะลุยงานอีเวนท์ งานเสวนา ไปจนถึงการประท้วง ต่อมาถึงผันตัวมานั่งโต๊ะทำงานแปล, เขียนบทความ, ครีเอเตอร์ และเป็นนักเขียน Young Pride Club ที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน
