Site icon Young Pride Club

แรงต้านต่อ Reem Alsalem ผู้รายงานพิเศษยูเอ็นที่อ้าง ‘เพศสรีระ’ มาใช้กีดกันคนข้ามเพศ

Advertisements

เรื่องโดย : ริงโกะ มิโมซา

Artwork : Tinnawut Liwanag

นี่คือช่วงเวลาที่กลุ่มคนข้ามเพศและเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ กำลังถูกโจมตีและถูกกดขี่อย่างหนักในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมขึ้นเป็นผู้นำ[1] และในบางประเทศที่เคร่งศาสนากลุ่มคนข้ามเพศก็แทบจะโงหัวไม่ขึ้นตั้งแต่แรกแล้ว

แต่ท่ามกลางกระแสโลกที่พยายามกดทับ กีดกัน ทำร้าย หรือกระทั่งประหัดประหาร กลุ่มคนข้ามเพศ นอนไบนารี และเพศสภาพหลากหลายอื่นๆ เช่นนี้ ก็ยังคงมีคนที่อาศัยตำแหน่งจากองค์กรระดับโลกอย่างสหประชาชาติ และแนวคิดที่เขาอ้างว่าเป็น “สตรีนิยม” มาใช้กดทับ ซ้ำเติม และกีดกัน กลุ่มคนข้ามเพศให้หนักขึ้นไปอีก

คนๆ นี้คือ Reem Alsalem ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิงประจำประเทศจอร์แดน เธอได้พูดในสิ่งที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากนักสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ด้วยการอ้างว่า เพศสรีระ หรือ biological sex เป็นควรจะนำมาใช้พิจารณาเรืองความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง แทนที่จะใช้หลักเพศสภาพ หรือ gender มาเป็นเครื่องมือพิจารณา ซึ่งถ้าอ่านดูเผินๆ แล้วบางคนอาจจะไม่ได้คิดอะไรหรืออาจจะเห็นด้วยกับมันด้วยซ้ำ แต่คุณเชื่อไหมคะว่า แนวคิดแบบนี้แฝงความรุนแรงอยู่

แนวคิดแบบของ Alsalem เป็นแนวคิดในแบบที่กลุ่มต่อต้านคนข้ามเพศมักจะนำมาใช้ รวมถึงกลุ่มที่อ้างสตรีนิยมมากีดกันคนข้ามเพศที่เรียกว่า TERFs (Trans-Exclusionary Radical Feminist) คนกลุ่มนี้อ้างว่าการกดขี่หรือความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้น มาจากฐานเรื่องเพศสรีระเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพ

แต่สภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมก็เห็นๆ กันอยู่ว่ากลุ่มคนข้ามเพศถูกกระทำมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเรื่องความเสี่ยงต่อการเผชิญความรุนแรงมากเป็น 4 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มคนตรงเพศ (cisgender) [2] หรือในสหรัฐฯ รัฐบาลทรัมป์ก็เพิ่งจะมีการกีดกันไม่ให้วัยรุ่นคนข้ามเพศเข้าถึงการช่วยเหลือเพื่อการข้ามเพศ รวมถึงออกกฎหลายอย่างเพื่อกีดกันคนข้ามเพศในเรื่องอื่นๆ [3] และแม้แต่ในประเทศจอร์แดนเอง ที่ Alsalem ทำหน้าที่อยู่ ก็แทบจะไม่มีสิทธิใดๆ เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศเลย [4] การแปลงเพศยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสภาพหรือเพศวิถี ไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่มีกฎหมายรับรองเพศสภาพ

แล้วแบบนี้สิทธิของคนข้ามเพศจะไปเหนือกว่าสิทธิของผู้หญิงตรงเพศอย่างที่ Alsalem อ้างได้อย่างไร?

ข้ออ้างของ Alsalem ไม่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง แต่ตั้งอยู่บนวาทกรรมของ TERFs เธออ้างเรื่อง “เพศสรีระ” มาต่อต้านสิทธิในการระบุสำนึกทางเพศของตัวเอง สิทธิที่ผู้หญิงข้ามเพศจะเข้าร่วมในกีฬา เรียกร้องให้ยกเลิกงานบริการทางเพศทั้งหมด คำกล่าวอ้างต่างๆ ของ Alsalem เรียกเสียงต่อต้านจากกลุ่มภาคประชาสังคมและก่อให้เกิดความขุ่นหมองแม้แต่ในระบบของยูเอ็นเอง

สื่อที่รายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกอย่าง Geneva Solutions ก็ยังวิจารณ์ Alsalem อย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นนั้นเป็นที่รู้กันว่าจะต้องเป็นผู้ผลักดันสิทธิมนุษยชนให้ก้าวหน้ามากขึ้น แต่กับ Reem Alsalem ที่ระบุว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง กลับฉุดรั้งสิทธิมนุษยชนให้ถอยหลัง” [5]

ในรายงานล่าสุดของ Alsalem ที่ส่งต่อให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก็ยังคงอ้างเรื่องเพศสรีระมาใช้โจมตีเพศสภาพที่หลากหลาย เธออ้างว่า “ความรุนแรงที่ผู้หญิงและเด็กหญิงต้องเผชิญนั้น มีรากฐานอยู่บนเรื่องของชีวภาพไม่ใช่เพศสภาพ” อีกทั้งยังอ้างอีกว่า “การนำเรื่องเพศสรีระกับเรื่องเพศสภาพและอัตลักษณ์ทางเพศมาปนกัน” จะเป็นการบั่นทอนการคุ้มครองผู้หญิงและเด็กหญิง

แต่วาทกรรมของเธอก็อย่างที่เห็นอยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง ผู้หญิงข้ามเพศทั่วโลกเผชิญกับความรุนแรงและถูกสังหารเป็นจำนวนมากบนฐานเรื่องเพศสภาพของพวกเธอ [6]

ไม่เพียงเท่านั้นวาทกรรมแบบแบ่งเพศกำเนิดเป็นสองขั้วแบบนี้ ยังเป็นการละเลยสภาวะของ Intersex หรือผู้มีกายภาพทางเพศกำกวมด้วย

เป็นนักสิทธิมนุษยชนแท้ๆ แต่ดันใช้วาทะต่อต้านคนข้ามเพศแบบฝ่ายล้าหลัง

มีการตั้งข้อสังเกตว่าวาทะต่อต้าน Gender ของ Alsalem นี้เป็นแบบเดียวกับวาทะของที่กลุ่มฝ่ายขวาล้าหลังชอบใช้ ทำให้กลุ่มนักกิจกรรมจำนวนมากกังวลว่าวาทะของ Alsalem จะกลายเป็นการให้ความชอบธรรมกับกลุ่มขวาจัดที่พยายามจับยัดทุกคนใส่กรอบเพศกำเนิดแบบแบ่งเป็นแค่สองขั้ว 

ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปและลาตินอเมริกายังคงปกป้อง gender ให้เป็นแนวทางหลักในกรอบการทำงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ประเทศในภูมิภาคอาหรับและแอฟริกาก็ดูเหมือนจะตอบสนองข้อเรียกร้องของ Alsalem ในการกลับไปใช้เรื่องเพศสรีระเป็นหลักอย่างเดียวในการพิจารณาเรื่องการถูกละเมิดสิทธิฯ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้จะกลายเป็นการทำให้ทั้งสิทธิ LGBTQIAN+ และสิทธิสตรีถดถอยลง

รายงานของศูนย์วิจัยสิทธิมนุษยชน Human Rights Research Center (HRRC) ระบุว่า กลุ่มฝ่ายขวาทั่วโลกกำลังพยายามกีดกันทั้งกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและกลุ่มสตรีนิยม โดยอ้างว่าพวกเขาครอบงำคนอื่นด้วย “gender Ideology” ฝ่ายขวาเหล่านี้พยายามสื่อว่า gender หรือเพศสภาพ เป็นเรื่องหลอกลวง ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วโดยเพศสรีระ แล้วก็ใช้วาทกรรมแบบนี้มาอ้างการลิดรอนทั้งสิทธิของ LGBTQIAN+ สิทธิสตรี รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงการทำแท้งปลอดภัย[7]

HRRC ระบุอีกว่า กลุ่มนักสตรีนิยมและผู้เรียกร้องสิทธิ LGBTQIAN+ ถูกพวกนักการเมืองฝ่ายขวาใช้เป็นแพะรับบาปในการกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำให้เกิดอะไรเลวร้าย ซึ่งเป็นวาทะแบบเดียวกับที่ Alsalem ใช้ สาเหตุที่นักสตรีนิยมและนักสิทธิ LGBTQIAN+ มักจะตกเป็นแพะได้ง่ายๆ เพราะพวกเขาสนับสนุนกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของสังคมที่ต้องการรักษาภาวะดั้งเดิม

ทำให้ฉันอยากจะถามว่า ในเมื่อ Alsalem อ้างตัวเองเป็นผู้อยู่ข้างสิทธิมนุษยชน แล้วการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนมันก็จำเป็นที่จะต้องอยู่ข้างคนชายขอบที่ถูกกระทำจากอำนาจดั้งเดิมของสังคม แล้วทำไม Alsalem กลับใช้วาทะแบบพวกฝ่ายขวาที่ต่อต้านแนวคิดเพศสภาพแล้วละทิ้งกลุ่มคนชายขอบอย่างคนข้ามเพศ

ตอนนี้ Alsalem กำลังเผชิญกับผลพวงที่เธอทำตัวแบบ TERFs อยู่เหมือนกัน จากการที่ทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เธอ หรือไม่ก็ตัดการติดต่อกับเธอ เพราะไม่เพียงแค่เธอใช้วาทะแบบพวกฝ่ายขวาลิดรอนสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังอ้างแหล่งที่มาต่างๆ ไปใช้แบบผิดๆ หรือแบบที่ตีความตามอคติตัวเองด้วย [5]

เพราะความรุนแรงต่อสตรีที่แท้จริงมาจากระบบที่เลือกปฏิบัติต่อ Gender ไม่ใช่แค่เรื่องเพศสรีระ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ Alsalem ลดทอนเรื่องความรุนแรงที่ผู้หญิงต้องเผชิญให้เหลือแค่เรื่องที่ว่ามาจากเรื่องสรีระเท่านั้นถือเป็นการหลงประเด็น แคลร์ ซอมเมอร์วิลล์ ประธานศูนย์เพศสภาพของสถาบันบัณฑิตเจนีวา กล่าวว่ามุมมองของ Alsalem นั้นละเลยความซับซ้อนและแรงขับที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของผู้หญิงและเด็กหญิง

ซอมเมอร์วิลล์สรุปว่า “มันไม่ใช่เรื่องชีวภาพหรือสรีระที่นำมาสู่ความรุนแรง มันคือระบบที่กีดกันเลือกปฏิบัติต่างหาก” ที่นำมาสู่ความรุนแรง

ประเทศโคลอมเบีย เคยเป็นตัวแทนของ 37 ประเทศ ที่ทำการวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวของ Alsalem พวกเขาบอกว่า “ความรุนแรงบนฐานของเพศสภาพนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก รวมถึงแนวคิดแบบปิตาธิปไตย ความเกลียดชังต่อผู้หญิงหรือต่อความเป็นหญิง และเรื่องบรรทัดฐานทางสังคมที่มีต่อเพศสภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศทางชีวภาพอย่างเดียว” [5]

ซอมเมอร์วิลล์บอกว่า แม้แต่ใน ปฏิญญาและแผนปฏิบัติการปักกิ่งเพื่อความก้าวหน้าของสตรี 1995 ที่มีการย้ำจุดยืนโดยกลไกของยูเอ็นเองอย่าง อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ CEDAW และ อนุสัญญาฉบับที่ 190 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน ต่างก็อาศัยเรื่องเพศสภาพหรือ Gender มาเป็นสิ่งที่พิจารณาการถูกกีดกันเลือกปฏิบัติด้วย ไม่ได้ใช้เพศสรีระอย่างเดียว [5]

หรือสิ่งที่ควรจะถูกถอนรากถอนโคนอย่างแท้จริง มุมมองแบบตายตัวต่อเพศสรีระต่างหาก?

จูดิธ บัทเลอร์ นักวิชาการด้านเพศสภาพที่เป็นนอนไบนารี เพิ่งจะพูดถึงประเด็นแบบเดียวกันไว้นหนังสือของชื่อ “Who’s Afraid of Gender?” (2024) ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วนี้เอง หนังสือของบัทเลอร์ได้วิเคราะห์สถานการณ์กระแสต่อต้าน Gender เอาไว้ และพูดถึงเรื่องมุมมองต่อการอ้างเพศสรีระด้วย

Who’s Afraid of Gender? ได้ตีแผ่ให้เห็นว่าแนวคิดต่อต้าน Gender จัดมีที่มาจากกลุ่มเคร่งศาสนาและพวกเขาจัด ที่เอาคำว่า gender มาใช้แบบไม่ได้รู้ความหมายจริงๆ แต่ใช้คำนี้โดยตีความตามอำเภอใจตัวเองว่าหมายถึงอะไรก็ได้ที่อยู่นอกลู่นอกทางแนวคิดแบบ ชายหญิงตามเพศกำเนิดที่ต้องทำตามบทบาททางเพศแบบตายตัว คนกลุ่มนี้กลัวว่า Gender จะกลายมาเป็นสิ่งที่ทำลายกรอบเพศแบบเดิมตามตามแนวคิดปิตาธิปไตยที่พวกเขาวางไว้ เพราะ Gender ได้เปิดโอกาสให้คนตัดสินใจเกี่ยวกับเพศตัวเองได้ 

ไม่เพียงเท่านั้น บัทเลอร์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่าตลอดช่วงทศวรรษที่ 2010s กลุ่มอนุรักษ์นิยมมักจะใช้วาทะต่อต้าน gender อ้างว่ามันเป็นภัยคุกคามต่อ “ระบบครอบครัวแบบที่เป็นธรรมชาติ” แล้วก็โยงเรื่องเหล่านี้ไปสู่อะไรในแบบที่เหยียดเชื้อชาติสีผิวด้วยเช่นอ้างว่าแนวคิดพวกนี้เป็นภัยคุกคามจากภายนอก หรือจากกลุ่มผู้อพยพ [8]

นอกจากนี้ในบทที่ชื่อว่า “What about Sex?” (แปลว่า “แล้วเพศสรีระล่ะ?”) บัทเลอร์ ยังได้ตีแผ่กลุ่มที่ต่อต้านแนวคิด Gender ว่า พวกเขามักจะกล่าวหาผู้ใช้แนวคิด Gender ว่าเป็นพวกปฏิเสธความแตกต่างทางเพศสรีระแบบตายตัวที่พวกเขามองว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” [12] ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่เพศสรีระก็ไม่ได้ตายตัวและลักษณะทางเพศก็ไม่ได้แบ่งได้เป็นสองขั้วตรงข้ามแบบเหมารวมได้ทั้งหมด [9]

เช่น ผู้มีเพศกำเนิดหญิงบางคนก็อาจจะมีหนวดเครา หรือมีการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีมากโดยไม่ต้องเทคฮอร์โมน หรือบางคนอาจจะไม่ได้มีประจำเดือนมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น บางคนมีประจำเดือนมาผิดปกติ ผู้มีเพศกำเนิดชายบางคนอาจจะมีลักษณะทางเพศที่ชวนให้ “ดูเป็นหญิง” แม้จะไม่ได้เทคฮอร์โมนเลยเช่นกัน 

แม้แต่โครโมโซมก็ไม่ได้บ่งบอกเพศอย่างตายตัวได้เสมอไป

ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ มิมิ ฮอลล์ ผู้ที่ถูกกำหนดเพศเป็น “หญิง” ตอนเกิด 

เธอมีโครโมโซมเพศ XY ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะถูกเข้าใจว่าเป็นโครโมโซมของคนเพศกำเนิด “ชาย” แต่เธอถูกกำหนดเพศเป็นหญิง

เธอเพิ่งรู้ตัวเองตอนโตว่าร่างกายของเธอมีภาวะแบบ Intersex

คือมีสรีระทางเพศที่ทับซ้อนกันระหว่างชายหญิง [10]

ปัจจุบัน มิมิ ฮอลล์ ระบุเพศตัวเองเป็นเจนเดอร์เควียร์ (She/They) แล้วก็อาศัยประสบการณ์ของตัวเองในการขับเคลื่อนพัฒนาสิทธิของ Intersex และผู้มีความหลากหลายทางเพศด้านอื่นๆ [11]

กลุ่มที่เหยียดคนข้ามเพศ/เหยียด intersex มักจะชอบอ้าง “วิทยาศาสตร์” แบบผิดๆ

บ้างก็อ้างว่าคนข้ามเพศ กับ intersex “ไม่ตั้งใจเรียน”

แต่หารู้ไม่ว่า การอ้างวิทยาศาสตร์ของพวกเหยียดเนี่ยแหล่ะ มันก็เป็นแค่ชีววิทยาหน่อมแน้มระดับเบื้องต้นในประเทศที่หลักสูตรการศึกษายังไม่พัฒนาอย่างประเทศไทย

วิทยาศาสตร์โลกจริงๆ เขาไปไกลกันถึงไหนแล้ว วิทยาศาสตร์โลกมีการพูดเรื่องภาวะ intersex และการระบุเพศตามเพศกำเนิดที่บางครั้งก็ไม่ตรงกับประสบการณ์หรือสำนึกทางเพศของเจ้าของเรือนร่างเสมอไป

บางคนอาจจะคิดว่าภาวะเพศกำกวมแบบ มิมิ ฮอลล์ เช่นนี้เป็นภาวะที่หายากมาก แต่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้ใน 17 คนจาก 1,000 คน จากการเก็บสถิติโดยผู้เชี่ยวชาญ

ซึ่งเป็นสถิติที่ถือว่ามีนัยสำคัญเลยทีเดียว [13]

พูดง่ายๆ คือหายากก็จริง แต่ไม่ได้ถึงขั้นหายากมาก

บัทเลอร์ตั้งคำถามกับ พวกที่ต่อต้าน Gender และอยากให้มุมมองเรื่องการต่อต้านการเลือกปฏิบัติกลับไปมองที่เรื่องเพศสรีระว่า พวกเขากำลังทำอะไรขัดแย้งกันในตัวเองอยู่หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็นำไปสู่การสำรวจเพศ(สรีระ) ของคนๆ นั้น แล้วก็ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจโดยอาศัยเพศสรีระของคนๆ นั้นเป็นตัวตั้ง ซึ่งการทำเช่นนี้ก็นับเป็นการกีดกันเลือกปฏิบัติแล้วในตัวมันเอง เพราะมันตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจผิดว่าเพศสรีระนั้นได้กำหนดทุกอย่างไว้ตายตัวแล้ว

ในทางตรงกันข้าม บัทเลอร์ เสนอว่าควรจะรื้อถอนแนวคิดเรื่องเพศสรีระนี้ไปเลยต่างหาก ถึงจะนำมาซึ่งการต่อต้านการเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง ทั้งการเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพและต่อเพศสรีระ เพราะการตั้งแง่ว่าคนๆ หนึ่งมีเพศสรีระแบบนั้นแบบนี้ มันสร้าง preconception หรือ อคติแบบตัดสินไปล่วงหน้าแล้วว่าคนๆ นั้นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้[12] เช่นว่า เห็นคนมีเพศสรีระ “ชาย” ก็ตั้งแง่ไว้แล้วว่าต้องมีบุคลิกแบบนี้ หรือมีทัศนคติแบบนั้น ทั้งๆ ที่บุคลิกและทัศนคติคนเราหลากหลายมากโดยไม่จำกัดว่าเป็นเพศสรีระไหน

บัทเลอร์เน้นย้ำด้วยว่า เพศสรีระนั้นเป็นการที่คนเราถูกระบุเพศตอนเกิด แล้วเรื่องนี้ก็มีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัฒนธรรม และมีความหลากหลายทางด้านเพศสรีระสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในกรอบแบบแบ่งเป็นสองขั้วได้ชัดเจนด้วย [12]

ในฐานะผู้หญิงข้ามเพศ ฉันรู้สึกอย่างไร

ผู้หญิงข้ามเพศที่ทำงานด้านสิทธิฯ ก็เคยโต้แย้งข้ออ้างของ Alsalem อยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือ ซาบรีนา ซานเซส จากองค์กร European Sex Workers’ Rights Alliance เธอเป็นหญิงข้ามเพศที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิคนทำงานบริการทางเพศ

ซานเชสได้โต้แย้งการกระทำของ Alsalem ผู้แสดงตัวยกย่องฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมมาโดยตลอดเวลาที่เห็นพวกนั้นออกกฎหมายในเชิงกีดกันเลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ ไม่ว่าจะกฎหมายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ หรือกฎหมายจากรัฐบาลอังกฤษล่าสุดที่นิยามให้ผู้หญิงเหลือแค่เรื่องเพศสรีระ ยกเลิกการใช้เพศสภาพ Alsalem อ้างว่าการเปลี่ยนนิยามในกฎหมายของอังกฤษนั้นจะทำให้ผู้หญิงปลอดภัยขึ้น

แต่ ซานเชส ก็โต้แย้งว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเลย ผู้หญิงข้ามเพศไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้หญิงคนอื่นๆ แบบที่ฝ่ายล้าหลังอ้าง และเรื่องการนิยามเพศตัวเองนั้นก็มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด แล้วก็เป็นเรื่องของการที่คนข้ามเพศจะได้ “มีชีวิตได้อย่างเสรี” ให้สามารถเช่าที่พัก เข้าถึงสาธารณสุข และเปิดบัญชีธนาคารได้โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกล่วงละเมิด

ทางยูเอ็นเอง ก็มีคณะทำงานจำนวนมากที่ต่อต้านกฎหมายจำกัดให้เพศชายหญิงโดยนิยามตามเพศสรีระเช่นกัน จะมีก็แต่ Alsalem เท่านั้นที่แตกแถวแล้วหันไปแอบอิงกับฝ่ายล้าหลัง

สำนักงานสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า Alsalem เป็นอิสระจากยูเอ็นและไม่ได้ขึ้นตรงใดๆ กับทางยูเอ็น อีกทั้งยังย้ำจุดยืนว่า “วาทกรรมต่อต้าน Gender นี้ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายการคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงและเด็กหญิง ซึ่งรวมถึงผู้หญิงข้ามเพศด้วย … ผู้หญิงข้ามเพศก็คือผู้หญิง”

อีกทั้งในวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมาก็มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันโดยคณะผู้ทรงอาณัติของกระบวนการพิเศษยูเอ็น  (UN Special Procedures Mandate Holders) 46 ราย ที่ระบุยืนยันว่าการพิจารณาเรื่องความเป็นสตรีเพศนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของชีวภาพหรือกายภาพเท่านั้น แต่ต้องมองเรื่องของเพศสภาพ หรือ Gender ด้วย เพราะการวิเคราะห์ด้วย Gender จะสร้างมุมมองที่กว้างกว่าและมีความสำคัญมากกว่า การมองแค่เรื่องลักษณะทางกายภาพหรือ Sex เพราะการมองแต่เรื่องลักษณะทางกายภาพนั้น “เป็นความล้มเหลวในการที่ไม่ได้สะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายของผู้หญิงและเด็กหญิง และละเลยเรื่องปัญหาการกีดกันเลือกปฏิบัติที่ผู้คนต้องเผชิญด้วยสาเหตุของเพศวิถี, อัตลักษณ์ทางเพศ, การแสดงออกทางเพศ” [14]

แถลงการณ์จากคณะทำงานของยูเอ็นระบุว่า พวกเขายืนยันว่า จะต้องใช้ Gender เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน “ในฐานะนักสตรีนิยมและขบวนการสิทธิสตรี มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลน้ันได้ตอกย้ำไว้แล้วว่าชีวภาพไม่ใช่ชะตากรรม” การถูกกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสภาพจะต้องได้รับการแก้ไขด้วยเช่นเดียวกับการถูกกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสรีระ

ในฐานะที่ฉันเองก็เป็นผู้หญิงข้ามเพศ ฉันขอออกตัวก่อนว่า ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่ากระบวนการพิจารณาให้คนๆ หนึ่งเป็นผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นนั้นมีกระบวนการอย่างไรบ้าง แต่ฉันเชื่อในใจลึกๆ ว่ายูเอ็นก็ไม่ได้อยากที่จะให้มีการกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสภาพเกิดขึ้น และไม่ได้อยากให้การสนับสนุนคนที่กระทำเช่นนี้

เพราะการสนับสนุนส่งเสริมคนอย่าง Alsalem ให้มีบทบาทในด้านสิทธิมนุษยชนนั้น ทำให้คนข้ามเพศอย่างฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย และฉันก็เชื่อว่าคนข้ามเพศอีกจำนวนมากในโลกก็รู้สึกแบบเดียวกัน เพราะผลงานของเธอหรือสิ่งที่เธอเสนอออกมานั้น อาจจะส่งอิทธิพลต่อนโยบายหรือมาตรการที่กลายเป็นการกีดกันเลือกปฏิบัติ หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจจะถึงขั้นกลายเป็นการส่งเสริมความรุนแรงต่อกลุ่มคนข้ามเพศอย่างพวกเราได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และอาจจะลามไปกระทบถึงสิทธิสตรี รวมถึงสิทธิมนุษยชนในแง่มุมอื่นๆ ด้วย

อ้างอิง

[1]

https://www.humanrightsresearch.org/post/the-global-war-on-gender-how-anti-gender-sentiments-fuel-right-wing-politics

[2]

https://williamsinstitute.law.ucla.edu/press/ncvs-trans-press-release

[3]

https://www.pbs.org/newshour/politics/6-ways-trumps-executive-orders-are-targeting-transgender-people

[4]

https://www.equaldex.com/region/jordan

[5]

https://genevasolutions.news/human-rights/un-expert-wants-to-make-women-s-rights-about-biology-campaigners-warn-its-anti-gender-rhetoric

[6]

https://www.hrc.org/resources/fatal-violence-against-the-transgender-and-gender-expansive-community-in-2024

[7]

https://www.humanrightsresearch.org/post/the-global-war-on-gender-how-anti-gender-sentiments-fuel-right-wing-politics

[8]

Judith Butler. (2024). Who’s Afraid of gender?. (p. 54). United States: Farrar, Straus and Giroux.

[9]

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10842549


[10]

[11]

https://www.wearitpurple.org/mimi-hall

[12]

Judith Butler. (2024). Who’s Afraid of Gender?. (p. 161-162). United States: Farrar, Straus and Giroux.

[13]

https://www.ohchr.org/en/sexual-orientation-and-gender-identity/intersex-people

[14]

Exit mobile version