National Coming Out Day ทบทวน 7 ซีน Come out ผ่านฉากละครและซีรีส์

วันที่ 11 ตุลาคมของทุกปีคือ “วันเปิดเผยอักลักษณ์ทางเพศแห่งชาติ” หรือ National Coming Out Day ซึ่งตามข้อมูลจากวิกิพิเดียแล้ว นี่คือวันที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเข้าใจ และภูมิใจต่อการ Coming Out หรือเปิดตัวในสถานะหรืออัตลักษณ์ทางเพศของตน

แรกเริมเดิมทีวันนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2531 โดย ดร.โรเบิร์ต ไอซ์เบิร์ก นักจิตวิทยาที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในปี 2538 และฌอน โอเลียรี นักกิจกรรมที่เปิดตัวว่าเป็นเลสเบี้ยนอย่างเข้มข้น ด้วยความที่ทั้งสองคนไม่อยากรับมือกับปฏิกิริยาตอบกลับของผู้คนที่รับรู้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศของเขาทั้งสองคืออะไร ทั้งสอคนเลยตั้งวันๆ นี้ขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนผู้มีความหลากหลายทางเพศสบายใจที่จะเปิดตัว เปิดใจมากขึ้น

เหตุผลที่เลือกวันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี ก็เพราะว่าในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ วันๆ วันนี้เมื่อปี 2530 มันคือวันที่มีการเดินพาเหรด The Great March ซึ่งเป็นพาเหรดของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวาระที่มีการระบาดของโรคเอดส์ และในช่วงนั้นมีการตีตราว่าการระบาดในครั้งนั้นมาจากการมีเพศสัมพันธ์ของชายรักชาย

ถ้ามองย้อนกลับมาในสื่อวัฒนธรรมป๊อปของไทยและเทศ การ “เปิดตัว” ว่าตัวเองเป็นอะไรก็ถูกบอกเล่าอยู่ในพื้นที่หนัง ละคร ซีรีส์ อยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนหนึ่งมักจะสะท้อนภาพลบออกมาเสียเป็นส่วนมาก เราเลยอยากหยิบ 3 ซีนสำคัญจากสื่อโทรทัศน์มาทบทวนและถอดบทเรียนถึงการ Come Out ที่สะท้อนภาพความเข้าใจของการเปิดตัวในสังคมไทยมาทำความเข้าใจกัน

เป็นต่อ ตอน เกย์ มึน โฮ (2553)
การรับชม: Youtube (ไม่ถูกลิขสิทธิ์)

ต้นเรื่องของตอนนี้คือ พี่กอล์ฟ (ธงธง ม๊กจ๊ก) แม่บ้านของเป็นต่อและพอใจซึ่งเป็นกะเทย ได้รับคำชักชวนจากเติ้ล (เรืองฤทธิ์ วิศมล) รุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมที่พี่กอล์ฟแอบชอบมากินข้าวด้วยกัน ด้วยความที่เติ้ลไม่รู้ว่าพี่กอล์ฟมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน ก็เกิดความไว้ใจและสบายใจที่ได้ปรับทุกข์หลังจากที่เขาเลิกกับแฟน ก่อนที่พี่กอล์ฟจะตัดสินใจบอกชอบเติ้ล

และสุดท้ายเติ้ลก็ต่อยพี่กอล์ฟ ก่อนจะบอกว่า ไม่ต้องมายุ่งกันอีก

ถ้ามองในบริบทของเติ้ล ก็พอเข้าใจได้ว่ากอล์ฟมาหลอกและหักหลังเพราะพี่กอล์ฟชอบเติ้ลมาตั้งนานแล้ว แต่เอาจริงๆ ด้วยพื้นฐานที่เติ้ล “ไม่รู้” มาก่อน เราก็ไม่ได้มองว่ามันผิดแผลกอะไรที่พี่กอล์ฟเลือกจะบอกเติ้ลด้วยวิธีนี้

ส่วนพี่กอล์ฟเองก็แบ่งรับแบ่งสู้ที่จะ “เปิดตัว” กับรุ่นน้องที่ไม่ได้รู้ถึงอัตลักษณ์ทางเพศขอตัวเอง ซึ่งเป็นความแฟร์และเป็นความท้าทายที่จะวัดได้ถึงการยอมรับที่เติ้ลจะมีให้กับกอล์ฟหรือไม่

ด้วยบริบทมันอาจจะก้ำกึ่ง แต่เราถือว่าการสารภาพรักแกมเปิดตัวของพี่กอล์ฟในครั้งนี้ เป็นการเปิดตัวที่กล้าหาญมาก แต่เป็นต่อตอนนี้ก็ยังผลิตซ้ำภาพความรักที่ไม่สมหวังของเพศหลากหลายอยู่ดี

แปลรักฉันด้วยใจเธอ EP.04 (2563)
การรับชม: Netflix, Line Today

การยอมรับตัวตนว่าตัวเองไม่ได้ “เป็น”​ ในสิ่งที่หนังสือสุขศึกษาระบุ เป็นเรื่องที่ชวนกระอักกระอ่วนมาก แล้วยิ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น วัยหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว มันยิ่งทำให้เราสับสนและหาความเข้าใจในตัวเองได้ยากมาก

หลังจากเต๋ (บิ้วกิ้น-พุทธิพงศ์) ปฏิเสธโอ้เอ๋ว (พีพี-กฤษฏ์) หลังจากที่เขาทั้งสองจูบกันใต้ทะเล ซึ่งเป็นฉากคีย์สำคัญของแปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 1 นอกจากเต๋จะเสียใจที่โอ้เอ๋วบอกอัดหน้าตรงๆ ว่า “ไม่ต้องเป็นเพื่อนกันอีก” โอ้เอ๋วก็เจ็บไม่ต่างกันที่เต๋ขอให้เขาเป็นเพื่อนกัน

แต่ที่สำคัญคือ เรื่องทั้งหมดนี้ ครอบครัวของโอ้เอ๋วไม่รู้เรื่องเลย

ฉากนี้เป็นฉากสั้นๆ ตามความจงใจของผู้กำกับที่อยากบอกเล่าการ “เปิดตัว” ของลูกกับพ่อแม่ด้วยประโยคคำถามเพียงไม่กี่ประโยค

“พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกมั้ยอะ”

“ภูมิใจสิลูก ภูมิใจทุกวันนั่นแหละ ไม่มีวันไหนที่พ่อแม่ไม่ภูมิใจในตัวลูกหรอกนะ ไม่เอานะ ห้ามถามแบบนี้อีกเลยนะ”

จากต้นทางโพสต์นี้ของ The Modernist ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มีการแชร์ไปจนถึงทีมงานของซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งพูดถึงฉากนี้เอาไว้ว่า

“ในทางแอคติ้งนั้น เล่นยาวเป็นสิบนาทีตัดมาเท่านี้เพราะต้องการเล่าแค่นี้ ส่วนบล็อกกิ้งนั้นจะเล่นให้เห็นหน้าแม่มากกว่านี้ก็ได้แต่เราเชื่อว่าคนดูอยากเห็นโอ้เอ๋วทั้งช่วงเต็มๆ มากกว่า”

ด้วยภาษาภาพที่เน้นถึงความเจ็บปวดของโอ้เอ๋ว ความเข้าใจของครอบครัวทั้งพ่อและแม่ และบทไดอะล็อกที่ตัดมาไม่ได้เยอะจนเกินไป แต่ฉากนี้ทำงานกับเรามากจริงๆ

ในฐานะคนที่เคยเปิดตัวแล้วได้ผลลัพธ์ที่เป็นลบ การเปิดตัวกับครอบครัวถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริง และได้รับการยอมรับจากครอบครัวแบบปราศจากเงื่อนไข จึงยังเป็นภาพในอุดมคติของเพศหลากหลายส่วนมาก

และเราหวังว่ามันควรจะต้องเกิดขึ้นได้แล้ว

มาตาลดา EP.16 (2566)
การรับชม: Ch3 Plus, Netflix

ออกตัวก่อนว่าเราไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมือง และพฤติกรรม “สมน้ำหน้าคนตาย” ของผู้กำกับละครเรื่องนี้อย่างที่หลายๆ คนแสดงจุดยืนไปในช่วงที่ละครออกอากาศจริงๆ

แต่เราก็ขอกลืนน้ำลายตัวเองว่า มาตาลดาทำให้ภาพของความหลากหลายทางเพศอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ๆ ควรจะเป็นมากขึ้นในสื่อป๊อปไทย

จริงๆ จากการปูต้นเรื่องด้วยเสียงของอาเปา (นพพล โกมารชุน) ถึงการ Coming Out (หรือไม่ก็ตามที) ของเจ๊เกรซ (ชาติโยดม หิรัญยัษฐิติ) ว่า “อั๊วไม่มีลูกเป็นกะเทย” ก็คือการปูทางที่บอบช้ำอย่างเพียงพอแล้วสำหรับเส้นเรื่องที่จะเกิดขึ้นของละครเรื่องนี้

ไม่นับความพยายามของมาตาลดา (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ที่อยากให้เจ๊เกรซกับครอบครัวกลับมาคุยกันได้ซักที เจ๊เกรซเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองกับสังคมหลังจาก Coming Out และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองในการเป็น Drag Queen แต่ก็โชคยังดีที่มีคนคอยซับหลังอยู่เสมอนั่นคือๆ เพื่อนๆ ในบาร์แดร๊กของเธอ

หลังจากเจ๊เกรซถูกทำร้ายร่างกายจากโจรที่มาปล้นร้านทองของอาเปา อาเปาก็มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลพร้อมกับ “ขอโทษ” ในสิ่งที่อาเปาไม่เคยยอมรับในตัวเจ๊เกรซมาก่อน

“รู้มั้ย ซุปเนี่ย ม๊าลื้อเค้าตื่นมาแต่มืดเพื่อที่จะเคี่ยวซุปมาให้ลื้อกิน ถ้าลื้อปล่อยให้ทิ้งให้มันเย็นอยู่ตรงนี้ มันจะมีประโยชน์อะไร กินซะให้หมด

“คำว่าขอโทษใครๆ ก็พูดได้ อั๊วก็พูดได้… อั๊วขอโทษ อั๊วผิดเอง”

ถึงแม้ว่าการยอมรับในตัวเจ๊เกรซจะเกิดขึ้นช้าไปมากๆ ตามเส้นเรื่องในช่วงวัย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือการยอมรับแบบมีเงื่อนไขที่เจ๊เกรซต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่นานหลายปี ถ้าไม่มีเหตุการณ์ปล้นร้านทอง เราเชื่อว่าเรื่องมันก็ไม่น่ามาถึงจุดที่เจ๊เกรซได้รับการยอมรับถึงอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง

น่าเสียดายนิดหน่อย

เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ (2562)
การรับชม: Line Today

นอกจากความรักของเมษ (สิงโต ปราชญา) และธันวา (โอม ภวัต) ที่เป็นแกนกลางสำคัญของเรื่องแล้ว ฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการที่เมษเลือก Come Out กับขวัญ-แม่ของธันวา (ทราย เจริญปุระ)

ธันวาเลือกจะขอโทษบนโต๊ะอาหารก่อนจะค่อยๆ เผยความจริงออกมา ซึ่งขวัญก็แฟร์พอที่จะบอกว่า “แม่จะรับฟังแบบเพื่อน” แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ธันวาปลอดภัยที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่เท่าไหร่

แต่สุดท้ายธันวาก็ค่อยๆ รวบรวมความกล้าและค่อยๆ พูดออกมาว่าธัญ “ไม่ได้ชอบผู้หญิง”​ และสำทับว่าสิ่งๆ นี้มันทำให้เขา “ไม่เหมือนคนอื่นๆ

ก่อนที่ธัญจะค่อยๆ ร้องไห้อย่างสะอึกสะอึ้น พร้อมพร่ำพูดถึงความสับสนในตัวเองที่เจออยู่ เพราะกลัวแม่จะเสียใจ

แต่ขวัญบอกว่าธัญไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

เรารู้ว่าใครที่เคยเปิดตัวกับที่บ้าน ส่วนหนึ่งคือการได้รับผลลัพธ์เชิงลบที่ไม่ได้ตรงกับภาพจำในละครเลย แต่การแสดงทั้งของโอมและทรายกลับได้คำวิจารณ์ที่ดีมากๆ จากผู้ชมและสื่อ

ซึ่งภาวิน มาลัยวงศ์ เคยเขียนวิจารณ์ฉากนี้อาไว้ในคอลัมน์ Life of Pride บน a day ไว้ว่า “สร้างความหนักหน่วงทางอารมณ์มากพอให้รู้สึกว่าการ come out ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม”

Present Still Perfect (2563)
การรับชม: Youtube

ส่วนตัวแล้วการเขียนถึงฉาก Coming Out ในภาพยนตร์เรื่องนี้ท้าทายศีลธรรมในใจเราประมาณหนึ่ง เพราะเรามองว่ามันก็ยอมรับได้ในความเข้าใจและการยอมรับในตัวเอง และความเปิดกว้างของคู่ครองที่ยอมให้สามียอมไปรักกับผู้ชายที่เขาผูกพัน แต่ก็ยอมรับไม่ได้ว่ามันคือการนอกใจชนิดหนึ่ง

จากท้องเรื่องที่อาร์มและเต้ยรักกันจากทริปที่ญี่ปุ่น ไปสู่การพยายาม “ตัดใจ” ของเต้ย ก่อนที่อาร์มจะมาก้อร่อก้อติดจนทั้งสองทำข้อตกลงกันว่าจะใช้เวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อทิ้งทวนเรื่องทุกอย่างก่อนจะกลับไปมีชีวิตของตัวเอง

น้ำหวาน-ภรรยาของอาร์มรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่าเขาไม่รักเธอ เมื่อฟังอาร์มที่ขอโทษแค่คำเดียวก็ไม่ต้องพูดต่ออย่างยาวยืดว่าเกิดอะไรขึ้น และน้ำหวานก็ออกจะเข้าใจมากๆ เสียด้วยซ้ำ ว่าอาร์มรักเต้ยแค่ไหน

ไม่ใช่ทุกคู่รักที่จะสามารถทำให้ความสัมพันธ์มีปลายทางแบบนี้ได้ และอย่างที่เราบอก ถือว่าคู่นี้แฟร์มากที่ยอมปล่อยให้ต่างคนต่างมีชีวิตขอตัวเอง แต่ขอแค่กลับมาทำหน้าที่พ่อและแม่ให้ดี

แค่นี้ ก็ดีแล้ว

Ellen (1997)
การรับชม: Prime Video, Disney+ (ไม่มีในไทย)

ถึงแม้ว่าเอลเลน ดีเจเนเรส จะต้องจำใจรูดม่านปิดฉากรายการทอล์กโชว์เพราะการแฉพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นหลังฉากรายการทอล์กโชว์ของเธอ แต่เราต้องยอมรับว่าเธอคือหนึ่งในผู้ถางทางให้กับความเท่าเทียมทางเพศในโลกฮฮลิวูด

ตลกหญิงดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้มีซิทคอมเป็นของตัวเอง ใช้พื้นที่ซิทคอมของตัวเองเปิดเผยกับสาธารณชนว่าเธอไม่ได้ชอบผู้ชายผ่านตอนหนึ่งของซิทคอมที่ชื่อว่า The Puppy Episode ที่พรางเพื่อกันสปอยล์หลุดออกมา

เอลเลนชอบเลขาของเพื่อนเก่า-ซูซาน ที่เธอพยายามสานสัมพันธ์แต่ก็ไม่รู้จะเอายังไงดี ก่อนที่ซูซานจะบินกลับบ้านตามเจ้านายของเธอ เอลเลนรวบรวมความกล้าทั้งหมดสารภาพกับซูซานถึงความอึดอัดที่เธอไม่ได้เป็นตัวเอง ไม่มีตัวตนในสังคม ก่อนจะเผลอพูดใส่ไมโครโฟนประชาสัมพันธ์ของสนามบินว่า

ซูซาน, ฉันเป็นเกย์

มีการเก็บสถิติว่านี่คือตอนที่มีผู้ชมที่สุดของ Ellen ทั้งการชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์และการตั้งวงชมเป็นหมู่คณะในที่รโหฐาน และมันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการมีอยู่ของเพศหลากหลายบนหน้าจอทีวีอเมริกันไปตลอดการ เกิดพื้นที่ถกเถียงมากมาย จนลุกลามบานปลายไปสู่การประท้วงให้ถอดซิทคอมเรื่องนี้

สุดท้าย สปอนเซอร์ถอดทั้งหมด และสถานี ABC ก็ต้องยอมปลดซิทคอมเรื่องนี้หลังจากออกอากาศได้ 4 และฝืนรันต่ออีก 1 รวมเป็น 5 ซีซั่น

แต่ก็อย่างที่เรารู้ เอลเลนมีคุณูปการในเรื่องนี้จริงๆ แต่บทสรุปในอีก 30 ปีให้หลังกลับเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

One day at a time (2017)
การรับชม: Netflix

เราหาซีรีส์หรือซิทคอมที่มีฉากซึ่งนักแสดงเพศวิถีหญิงเปิดตัวว่าตัวเองเป็นเกย์ได้ยากมาก นอกจาก Ellen แล้ว เรามาเจอกับซิทคอมที่คนไทยรู้จักน้อยมากอย่าง One day at a time

นี่คือซิทคอมที่ว่าด้วยเรื่องของ “คนชายขอบ” อย่างแท้จริง เพราะพูดถึงครอบครัวคนคิวบาที่ไม่ได้มีศักฐานันดรอะไรมากมายในสังคมอเมริกัน เพเนโลปี้-แม่เลี้ยงเดี่ยวหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลลูกสองคือ เอเลน่า ลูกสาวคนโต และอเล็กซ์ ลูกชายคนเล็ก

เรื่องมันเริ่มจากเอเลน่าเจอคลิปโป๊ในคอมพิวเตอร์ของลูก สืบไปสืบมาพบว่าเป็นเอเลน่าที่แอบดู ก่อนจะคุยเปิดใจเรื่องเพศและค่อยๆ สารภาพว่าเอเลน่าค้นพบตัวเองว่าเธอชอบผู้หญิง

ถึงแม้เพเนโลปี้จะแบ่งรับแบ่งสู้ถึงการเปิดตัวของลูกในครั้งนี้ แต่สุดท้ายแม่ก็เข้าใจ ยอมรับในสิ่งที่ลูกพูดและเป็น ก่อนย้ำกับลูกว่า ลูกจะต้องไม่กลัวที่จะพูดเรื่องของตัวเองให้แม่ฟัง

ต่อให้ลิเดีย-คุณยาย จะทำใจอยู่หลายนานกว่าจะยอมรับได้ อย่างน้อยนี่ก็เป็นภาพที่ใหญ่ขึ้นซึ่งเราได้เห็นถึงการโอบรับความหลากหลายในครอบครัว ที่สังคมไทยสามารถนำไปเป็นเยี่ยงอย่างได้เช่นกัน