“เรารู้สึกเหมือนลุงพลป้าแต๋นเลย” คุยกับอันนา อันนานนท์

แม้ว่าการก่นด่า วิพากษ์การทำงานของรัฐ และกลุ่มนักการเมืองจะเป็นเรื่องที่ทั้งไทยและอารยประเทศในระบอบการปกครองแบบ ‘ประชาธิปไตย’ จะเป็นเรื่องที่ใครเขาก็ทำกัน ทว่า ประชาชนในรัฐไทยกลับถูกสอดส่อง คุกคาม โดยดวงตาของหน่วยงานของรัฐ แม้จะพฤติการณ์อันไม่พึงประสงค์ในประเทศที่ยกตนว่ามีสิทธิเสรีภาพ แต่ก็หลายสิบปีแล้วที่รัฐยังคงใช้วิธีนี้สร้างความหวั่นเกรงแก่ประชาชนนักเคลื่อนไหว แม้ว่าพฤติการณ์ของพวกเขาจะมีความสุจริตในระบอบประชาธิปไตยเพียงใด 

‘อันนา อันนานนท์’ หนึ่งในนักกิจกรรมการเมืองรุ่นใหม่ เราอาจเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเธอมาแล้วจาก ‘กลุ่มนักเรียนเลว’ และภาพจำที่ระหว่างที่เยาวชนวัย 18 หยัดยืนบนเวทีอย่างแข็งแกร่งในเวทีประชุมครบรอบ 75 ปี สิทธิมนุษยชนกรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ นอกจากความเป็นส่วนหนึ่งของนักเยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เธอยังเป็นส่วนหนึ่งของเยาวชนที่ถูกคุกคามโดยรัฐด้วยเช่นเดียวกัน

Youth Sparks Democracy ซีรีส์คอนเทนต์พิเศษที่ Young Pride Club ร่วมกับ Manushya Foundation ตอนนี้มีโอกาสพูดคุยกับ อันนา เพื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เธอเป็น และผลลัพธ์จากรัฐของการเป็นนักกิจกรรมเยาวชน เธอบอกกับเราว่า “เราเป็นนักกิจกรรมที่ขับเคลื่อนสิทธิเด็ก” เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาและเป็นความต้องการที่บ่งบอกความเป็นนักกิจกรรมเยาวชนของเธอแทบจะครอบคลุมทั้งหมด 

“ช่วงปี 62 เราไม่มีแก๊งไปม็อบกับเรา เราก็ไปคนเดียว เวลาไปนิทรรศการของกลุ่มประชาสังคม หรือไปชุมนุมทางการเมืองส่วนใหญ่ก็ไปคนเดียว แต่ช่วงปี 63 มันมีการรวมตัวของประชาชนเราเองก็มีไปช่วยกลุ่มนักเรียนเลวปราศรัย” 

ความสนใจการเมืองของอันนาเริ่มขึ้นในปี 62 เธอสงสัยว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส จนวันหนึ่งเธอเลือกที่จะกระโดดออกจากเซฟโซนไปเป็นฟันเฟืองสำคัญที่หมุนกงล้อแห่งเสรีภาพในระบบการศึกษา แต่การขยับบทบาทจากผู้เข้าร่วมสู่นักเคลื่อนไหวก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่ที่ทั้งเธอและผู้ร่วมขบวนการคนอื่นๆ ต้องเผชิญ 

อย่างแรกอันนากลายเป็นนักเคลื่อนไหวที่ได้รับการชูเกียรติจากรัฐเป็น ‘บุคคลต้องเฝ้าระวังพิเศษระดับแดง’ ได้มาจากการเธอเคลื่อนไหวให้นักเรียนไทยหลุดพ้นจากระบบการศึกษาที่กดทับความเป็นเยาวชนของเด็กจนไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง และอย่างที่สองคือผลพวงจากการชูเกียรติของรัฐที่ทำให้เธอถูกติดตาม สอดส่อง ก่อกวนเข้าขั้นคุกคามในหลายช่วงเวลา

“เมื่อปีก่อนช่วงที่เราออกมาทำกิจกรรมทางการเมือง จู่ๆ ก็เจอกองทัพไอโอจากที่ไหนไม่รู้ทำทีใช้แอคเคาท์ต่างชาติส่งรูปอวัยวะเพศชายมาให้เราในเมสเซนเจอร์ พร้อมข้อความ “send me your pict”  

นอกจากข้อความคุกคามทางเพศที่เธอระบุว่าเป็น ‘ไอโอ’ อันนาสังเกตว่ามีเบอร์แปลกโทรเข้ามาหาเธอบ่อยขึ้น บางครั้งโทรมาทีละ 5 สาย 10 สาย หรือบางวันก็โทรมาตลอดทั้งคืนจนเธอต้องแก้ปัญหาโดยการปิดมือถือ ขณะเดียวกันเธอเริ่มสงสัยว่าข้อมูลส่วนตัวของเธอรั่วไหลหรือไม่

“มีการโทรมาหาเราตอนดึกๆ โทรมาทั้งคืน 5 สาย 10 สาย เราก็เกิดความกลัวเลยปิดเครื่องหนี ตอนนั้นสงสัยกับตัวเองว่า หรืออาจจะเป็นเพราะเราเผลอเอาลิงค์เฟสบุ๊กเราไปปล่อยที่ไหนรึเปล่า สุดท้ายเราก็ปล่อยไปเพราะบางครั้งเราก็ตามบล็อกไม่ไหว”

เมื่อเราถามว่าอันนามีข้อมูลส่วนตัวที่หลุดไปอยู่กับใครสักคนบ้างไหมระหว่างนั้น เธอตอบอย่างกระฉับกระเฉงว่า “มีค่ะ” และบอกกับเราว่าข้อมูลที่หลุดไปคือข้อมูลของครอบครัว เธอเล่าว่าครั้งหนึ่งระหว่างที่บทบาทนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเธอดำเนินไป มีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบหน่วยเดินทางไปยังบ้านของคุณตาของเธอก่อนจะพาไปยังพื้นที่ชุมนุม เหตุการณ์นี้เราไม่ทราบจุดประสงค์แม้แต่อันนาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพาคุณตาของเธอไปยังพื้นที่ตรงนั้น และพวกเขารู้ที่อยู่บ้านคุณตาของเธอได้ยังไง

อันนายังบอกกับเราว่า ระหว่างที่เธอถูกควบคุมตัวโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แม่ของเธอได้รับโทรศัพท์จากหน่วยงานอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการอยู่หลายครั้ง ต้นสายถามถึงการเคลื่อนไหวก่อนจะปิดจบที่คำถามว่า ‘น้องจะเลิกเคลื่อนไหวมั้ย?’ ซึ่งดูแล้วคงจะเป็นคำถามหลักของผู้พูดต้นสายเหนือสิ่งอื่นใด 

ปฏิบัติการที่ฮ็อตฮิตของเจ้าหน้าที่รัฐกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคือการตามตัว ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเป็นผู้เฝ้าระวังพิเศษ(สีแดง) แต่ไม่มั่นใจว่าในฐานะที่เป็นเยาวชนจะถูกติดตามหรือไม่ ทว่า เมื่อถามว่าอันนาถูกตามติดการใช้ชีวิตนอกบ้านหรือไม่ เธอระบุว่า นั่นคือพฤติการณ์ที่รัฐปฏิบัติกับเธอส่วนใหญ่ 

“ส่วนใหญ่เป็นการติดตามเราในชีวิตประจำวัน เราจะรู้สึกเหมือนมีคนตาม บางครั้งมีการถ่ายรูปเรา

“ช่วงเราทำกิจกรรม จะมีเพจเจ้าประจำเอารูปของเราไปลง มีแคปชั่นประมาณว่า ‘เอ๊ะ! ก่อนออกมาเคลื่อนไหวน้องอันนาล้างจาน ดูดฝุ่นให้แม่หรือยัง’ เป็นอะไรที่ดูไร้สาระ 

วิธีแก้ปัญหาของนักเคลื่อนไหววัย 18 คือการ ‘ทำตัวให้ชิน’ และพยายามไม่สนใจ 

“เราไม่อยากเข้าไปตอบโต้เลยปล่อยผ่านไป

“เรารู้สึกว่าพอเราโดนคุกคามหนักเข้า มีการติดตามเราหนักมากเข้ามันจะถึงจุดๆ นึงที่เราพยายามทำตัวให้ชิน อยากถ่ายก็ถ่ายอะไรแบบนั้น ช่วงนั้นก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าเขาจะถ่ายหรือจะอะไรเรา”

เมื่อเราถามว่าคิดว่าคนพวกนี้ที่ถ่ายเราเป็น ‘ไอโอ’ จากรัฐไหม – เธอบอกว่าก็น่าสนใจ และสังเกตว่าจุดที่มีคนถ่ายภาพเธอบางจุดคนถ่ายอยู่หลังแนวรั้วซึ่งเป็นพื้นที่ของตำรวจควบคุมฝูงชน ซึ่งประชาชนเข้าไปไม่ได้ เราจึงถามเธออีกครั้งเพื่อยืนยันในคำตอบว่าเป็นไอโอภาครัฐหรือไม่ เธอตอบแบบสั้น ๆ “ก็เป็นแหละ” 

ที่ผ่านมามีนักกิจกรรมทางการเมืองมากมายตกอยู่ภายใต้การคุกคามจากภาครัฐ แม้จะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนเนื่องจากการบ่ายเบี่ยงที่จะตอบชื่อหน่วยงานตรง ๆ กระนั้นก็เห็นได้ชัดว่าความพยายามสร้างความหวาดกลัวโดยการคุกคามยังคงเป็นวิธีนิยมของรัฐไทยไม่ว่าผ่านมาแล้วกี่สิบปีก็ตาม 

อันนาเป็นอีกตัวอย่างที่เผชิญหน้ากับรัฐแบบ(ไม่)ซึ่งหน้า ผ่านการคุกคามแทบจะทุกรูปแบบ เธอระบุว่าเพื่อนนักเคลื่อนไหวของเธอราว ๆ 70-80% ต่างถูกคุกคามจากรัฐไทยรูปแบบเดียวกัน และแม้ว่าอันนาในการสัมภาษณ์กับเรานั้นจะเข้มแข็งพร้อมเผชิญหน้ากับกลยุทธ์ของรัฐมากน้อยเพียงใด ใช่ว่าอีก 70-80% ที่เธอว่าจะเข้มแข็งและปลอดภัยแม้จะอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ 

“เรารู้สึกรำคาญมากกว่ากลัวนะ มันเหมือนลุงพลป้าแต๋นเลย  แต่เราก็ใช้ชีวิตระวังมากขึ้น ทั้งเรื่องความปลอดภัย แต่โดยรวมเราก็รำคาญพวกที่มาตามเรามากกว่า” 

เรื่อง Pipatpong Sriwichai 
ติดตามเราได้ทุกช่องทาง @youngprideclub

#youngprideclub #manushyafoundation #youthsparksdemocracy