เสียงของผู้หญิงกับพื้นที่ปลอดภัยทางเพศ พูดคุยกับ ‘พิมพ์ใจ’ ถึงประสบการณ์ และความคาดหวัง จากจากกรณีสส.ก้าวไกลละเมิดทางเพศ

7 กรณีความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีชื่อของนักการเมือง 7 คนจากพรรคก้าวไกลเป็นจำเลย ไล่ไปตั้งแต่ระดับผู้บริหารของพรรคไปจนถึงกลุ่มสมาชิกพรรคการเมืองที่ต่างพากันติดโผผู้มีประวัติพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทางเพศไปตาม ๆ กันจนอดไม่ได้ที่จะมอบฉายา ‘พรรคชายแท้’ อันเป็นการสำรอกภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าดังกล่าว 

เหนือเสียงวิพากษ์วิจารณ์(ค่อนด่า)พฤติกรรมไม่สมประดีของกลุ่มนักการเมืองที่แต่เดิม ‘ควร’ เป็นตัวอย่างของคนในสังคม เรื่องความไม่เท่ากันของ ‘อำนาจ’ ระหว่างนักการเมืองกับคู่กรณีซึ่งเป็นผู้หญิงก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ด้วยเกรงว่านักการเมืองหัวใสจะใช้อำนาจบาตรใหญ่สร้างอภินิหารทางกฎหมายจนผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรมในท้ายที่สุด 

ลองนึกย้อนถึงข่าวความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศที่ผ่านมาในสังคมไทย สังเกตหรือไม่ว่าสื่อหลายสำนักพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำเสนอปากคำ Sexual offender​ (ผู้กระทำผิดทางเพศ) เพื่อสร้างยอดเอนเกจจากความหัวร้อนของประชาชน กลับกันในส่วนของผู้เสียหายกลับได้พื้นที่ในหน้าสื่อน้อยกว่าเสมอ

Youth Sparks Democracy โปรเจคต์พิเศษที่ Young Pride Club ร่วมกับ Manushya Foundation เล่าเรื่องของเยาวชนที่ใช้เสียงและแรงของตัวเองเปลี่ยนสังคมและสร้างประชาธิปไตยผ่านการเคลื่อนไหว อยู่กับพิมพ์ใจ (พิม ลักษณารีย์ โฆษกพรรคสามัญชน) คนที่ควรนั่งพูดคุยด้วยมากที่สุดจากกรณีการถูกละเมิดความยินยอมทางเพศ (Consent) จากเงื้อมมือนักการเมือง เพื่อให้เธอได้เปล่งเสียงบอกเล่าประสบการณ์การของการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ

พิมพ์ใจเริ่มต้นพูดถคยกับเราจากการทำความเข้าใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า ‘การพูดเรื่องเพศไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องเพศเท่านั้น’ ซึ่งแม้แต่พิมพ์ใจที่คร่ำหวอดด้านสิทธิมนุษยชน และมีประสบการณ์ในการเรียนรู้วิธีปกป้องสิทธิตนมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพิมพ์เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะคิดว่าเราเป็นนักขับเคลื่อนด้านสิทธิด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นการเคลื่อนไหวของพิมพ์ในตอนนั้น เลยมีทั้งส่วนที่ทำเพื่อความยุติธรรมของตัวเอง แล้วก็ทำเพื่อความปลอดภัยของผู้หญิงคนอื่น ๆ” 

“จริง ๆ มันทำให้เรารู้ว่า แม้เราจะเคยผ่านการเทรนนิ่งด้านสิทธิ และการปกป้องตัวเองมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อความรุนแรงหรือรอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ”

ย้อนกลับไปหลังการเลือกตั้ง 2566 เกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีตผู้สมัครสส.พรรคก้าวไกล ถูกเปิดเผยว่าได้กระทำการล่วงละเมิดความยินยอมทางเพศของ พิมพ์ใจ โฆษกพรรคสามัญชน ฝ่ายชายยอมรับผ่านแถลงอย่างไม่เป็นทางการว่าได้ละเมิดหลักความยินยอมจริงผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์(ทวิตเตอร์)ซึ่งมีผู้ติดตามเพียง 7 คนเท่านั้น ทว่า ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงแถลงฯยอมรับผิดกลับสาบสูญ 

หลังจากลบแถลงการณ์ทิ้งไป หลายคนสังเกตเห็นความผิดปกติและเกรงว่าพิมพ์ใจ(ซึ่งเป็นผู้เสียหาย)จะไม่ได้รับความยุติธรรมจึงแจ้งไปยังผู้เสียหายพร้อมกับภาพแคปหน้าจอแถลงฯของนักการเมืองชาย นำมาสู่การตอบโต้ของผู้เสียหายบนโซเชียล ณ เวลานั้น อย่างไรก็ตามไร้การตอบกลับของนักการเมืองชายคนดังกล่าว 

“การทวิตโต้ มันเป็นทางเลือกท้าย ๆ ของพิมพ์ด้วยซ้ำ เราพยายามต่อรองกับผู้ก่อเหตุให้เขาทำตามข้อเรียกร้อง อย่างการเรียกร้องให้เขาขอโทษพิมพ์อีกครั้งโดยมีพยาน”

“เขาใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า ๆ เพื่อมาขอโทษ ก็เลยคาดหวังว่าเขาจะต้องมีคำอธิบายและรู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังไม่รู้ว่าตนทำผิดยังไงสร้างความรุนแรงยังไงบ้าง เราเลยยกระดับข้อเสนอคือให้เขาไปศึกษาเพิ่มว่าความยินยอมมันเป็นยังไง ความเป็นธรรมทางเพศควรเป็นยังไง แล้วก็ปล่อยเขากลับจังหวัดเขาไป”

ข้อเรียกร้องเล็กๆ จาก ‘เหยื่อ’ ที่อาชญากรทางเพศทำให้ไม่ได้

ย้อนกลับไปก่อนหน้าการปะหน้ากันบนโซเชียล พิมพ์ใจร้องขอคำขอโทษจาก ‘เกรียงไกร’ นักการเมืองชายอย่างจริงใจ และให้อธิบายว่าตนผิดอย่างไรในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่นักการเมืองชายยังคงมีท่าทีไร้สำนึก และไม่ทราบความผิดตน 

“พิมพ์นัดเขามาขอโทษแบบทางการพร้อมพยาน เราถามเขาไปหลายข้อ เช่น เขารับปากได้มั้ยว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก เขาก็รับปากนะ บอกว่านี่ครั้งแรก และจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่เขาก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมสิ่งที่เขาทำมันผิด เขาบอกแค่พิมพ์ไม่ ‘consent’ มันก็เลยไม่โอเค เราก็เลยบอกว่าให้ไปศึกษากลับมาใหม่ แต่ไม่รู้ว่าประชดหรือจริง เขาพูดกับเราว่า เอารายงานได้มั้ย ด้วยความโกรธพิมพ์เลยตอบไปว่าได้ เขียนมา”

จนแล้วจนเล่า รายงาน Consent จากเกรียงไกรก็ไร้วี่แวว ประกอบกับความเป็น ‘นักการเมือง’ ที่เริ่มกลายเป็นข้ออ้างถี่ ๆ (พยายาม)ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำตามข้อตกลงกับผู้เสียหาย เรายังทราบว่านักการเมืองชายรายนี้ใช้วิธี ‘ปั่นหัว’ ผู้เสียหาย และตำหนิความเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่ตนได้ละเมิดความยินยอมทางเพศ ว่าอาจสร้างความลุกลามบานปลายไปยังพรรคก้าวไกล 

กระทั่งผู้เสียหายตัดสินใจดำเนินคดี ด้วยเวลาเพียงสั้น ๆ เราจึงได้เห็นรายงานจากนักการเมืองชายคลอดออกมาอย่างหยาบ ๆ เพียง 4 บรรทัด ซึ่งไม่ได้สัดส่วนของพฤติกรรมของนักการเมืองรายนี้แม้แต่น้อย 

“พิมพ์โทรไปบอกว่าจะแจ้งความดำเนินคดีวันนี้นะ เขาก็ตกใจลนลานขึ้นมา คงคิดว่ารอบนี้พิมพ์เอาจริงแน่นอน เลยบอกว่าเดี๋ยวเขาเขียนแถลงการณ์ขอโทษให้ แต่ก็คงเขียนแบบรีบ ๆ ไม่มีสติเท่าไหร่ ตอนแรกเขียนมาแค่ 4 บรรทัดเอง พิมพ์เลยมองว่ามันสั้นไป เลยให้เขียนมายาวกว่านี้ให้เวลาถึงเที่ยง ส่วนจะเอาลงทางไหนก็แล้วแต่เลย”

ความกลัว กังวล ระแวง จากการหยัดยืนเพื่อความยุติธรรมของตัวเอง 

ติ่งการเมือง เบลมเหยื่อ เรื่องเงียบ กังวัลหรือเปล่า? เรื่องของเรากำลังถูกพูดถึงบนโซเชียล 

“เราไม่กลัวเรื่องของการปิดกั้นนะ เรากลัวการโดนโจมตี ตั้งแต่เรื่องมันเกิดขึ้นมาช่วงแรก ๆ  เราก็กังวลเลยว่าการที่เราพูดออกไปและใช้โซเชียลช่วยมันจะทำให้เราได้รับผลที่กระทบต่อจิตใจมาก ๆ มันจะทำให้เราได้รับความเสียหายกลับมาแน่นอน”

แล้วเราก็ได้เจอจริง ๆ ด้วยนะ คำพูดพวกนั้น ตั้งแต่เคสของพิมพ์ถึงเคสของน้อง ๆ ที่โดนล่วงละเมิดคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่เคยมีใครกลับมาขอโทษหลังจากที่ได้พูดออกมาแล้วสักคน

หลายคนเข้ามาโจมตีเราเพราะเขาไม่ใช่ผู้เสียหาย ทั้งติ่งการเมือง ทั้งชายแท้ เรารู้สึกยังไงกับความอ่อนต่อความรุนแรงทางเพศเหล่านั้น 

“มันรู้สึกท้อแท้ถดถอยมาก ๆ”

“เรายังรู้สึกเลยว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา กับคนใกล้ตัวเรา มันสร้างความโกรธและความเสียใจให้เราพยายามสู้ต่อได้ แต่หากเรื่องนี้มันเกิดว่าเป็นคนอื่น ๆ เราก็ไม่ได้คิดเลยนะว่าควรมีใครที่ต้องมารับแรงปะทะ ถูกด่าทอในการขับเคลื่อนผลักดัน ทุกคนสมควรได้รับ การรับฟังที่ดี

ใกล้ ๆ กันนี้มีกรณีสส.ปูอัด พรรคก้าวไกล ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงหลายคน เราทราบว่าพิมพ์ใจก็มีส่วนช่วยเหลือผู้หญิงกลุ่มนี้ด้วย 

กรณีผู้เสียหายจากเคส สส.ปูอัด เรามีส่วนมาก ช่วง 21ก.ย. เพื่อนพิมพ์ที่เป็นผู้ช่วยบอกว่า มีน้องอยากปรึกษา เราก็เลยได้นัดทานข้าวกันกับน้องนักศึกษา เขาก็ค่อย ๆ เปิดใจและได้ฟังว่าเราต่อสู้มายังไง รวมถึงกระบวนการ ทำให้น้อง ๆ พอรู้สึกว่าตัวเองมีทางสู้กับเรื่องนี้ เลยตัดสินใจเล่าเรื่องของตัวเองว่าถึงการตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในที่ทำงาน ตั้งแต่ช่วงผู้ก่อเหตุเป็นผู้สมัครสส.จนตอนนั้นได้เป็นสส.ไปแล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้เลย 

ลองมองภาพไปในอนาคต ทิศทางการพูดคุยเรื่องเพศควรเป็นอย่างไรต่อไป 

ควรจะทั้งเปิดกว้างปลอดภัย ในแง่ของการเปิดกว้างมันจะทำให้คนที่ไม่มีความเข้าใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือมีแนวโน้มที่จะไปทำร้ายคนอื่นด้วยความไม่รู้ของตัวเองก็จะได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น ถ้าหากมันมีพื้นที่พูดคุยกัน หากมันไม่มีพื้นที่กลางในการพูดคุยได้อย่างเปิดกว้างเปิดเผย มันก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยกัน คุยเรื่องของตัวเองสนใจ พอคุยแต่กับกลุ่มตัวเองเรื่องที่เขาไม่ได้สนใจเขาก็จะคิดว่าตัวเองมีความถูกต้องในเรื่องนั้น มันก็ยิ่งส่งเสริมครอบงำความคิดผิด ๆ ของเขาและส่งต่อให้กับคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเขา

“มันมีคำพูดนึงที่พิมพ์เคยพูดกับพี่ณัฐวุฒิ (น่าจะ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.ก้าวไกล) จะตัดคนนั้นออกจาสมาชิกพรรค ก็ถามพิมพ์ว่าพิมมีอะไรจะเพิ่มเติมไหม เขาก็บอกว่าเรื่องเฟมินิสต์พรรคเขายังอ่อนแอมาก อยากให้พิมพ์ให้คำแนะนำ”

ไม่ใช่เฉพาะในโซเชียล พิมพ์ใจยังพูดรวมไปถึงการผลักดันให้มี ‘พื้นที่กลาง’ เพื่อพูดคุยเรื่องเพศในพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำความปลอดภัยปราศจากอคติ และความรุนแรงทางเพศในการพูดคุย นอกจากนี้ผู้แทนราษฎรยังต้องทำความเข้าใจประเด็นที่ละเอียดอ่อนในเรื่องเพศ มิเช่นนั้นเราอาจต้องวกกลับอยู่ในวังวนความรุนแรงทางเพศอันก่อเกิดมาจากความไม่เข้าใจของตัวนักการเมืองเสียเอง 

“คุณเห็นผู้ชายคนนึงมีความคิดที่ไม่โอเค แล้วคุณเพียงแค่ตัดเขาออกไป มันก็เหมือนกับคุณปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั้งที่ยังไม่ได้บำบัด สุดท้ายมันก็ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสีย”

“ดังนั้น ถ้าเกิดว่ายังมีโอกาสที่จะสามารถสร้างพื้นที่ที่จะพูดคุย หรือว่าเปลี่ยนแปลงทัศนคติกันได้ พิมพ์คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ความท้าทายของมันก็คือทำยังไงให้พื้นที่นั้นปลอดภัย” พิมพ์ใจทิ้งท้ายให้คิด