เคยคิดภาพไหมว่า หากผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ในอิหร่านโดยไม่มีฮิญาบคลุมศีรษะเอาไว้ ชีวิตของพวกเธอจะเป็นอย่างไร การเดินอยู่บนท้องถนนนั้นลำบากไหม สายตาของผู้คนจะจับจ้องมาที่เธออย่างไร
.
นับว่าเป็นสิ่งที่จินตนาการไม่ออก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในบริบทนั้น แต่สำหรับ เอลาเฮ เอสมาอีลี (Elahe Esmaili) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิหร่าน เธอรู้ดีว่าผู้หญิงที่ปล่อยให้ผู้คนได้มองเห็นเส้นผมของตนเองอย่างชัดเจน อาจถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีตในสายตาของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด
.
กระนั้น หญิงสาวชาวอิหร่านผู้นี้ก็เลือกที่จะเดินทางกลับจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ มายังดินแดนเคร่งศาสนาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ โดยไม่สวมฮิญาบ และนั่นทำให้เอลาเฮต้องพบกับการเจรจาต่อรองทั้งกับสังคมและครอบครัวที่เธอรักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเธอได้บันทึกทุกอย่างเอาไว้ในสารคดีเรื่อง A Move ความยาว 27 นาที เพื่อตั้งคำถามสำคัญว่า
.
ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถยืนอยู่ในอิหร่านโดยไม่สวมฮิญาบได้หรือไม่
.
ย้อนกลับไปในปี 2022 มีจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน จากกรณีมาห์ซา อามินี (Mahsa Amini) หญิงสาวชาวเคิร์ด-อิหร่าน วัย 22 ปี เสียชีวิตหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศีลธรรมจับกุมตัวด้วยข้อกล่าวหาว่าเธอสวมฮิญาบไม่ถูกระเบียบ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่จากไป รวมไปถึงเพื่อผดุงสิทธิและเสรีภาพในชีวิตของผู้หญิง เหตุการณ์ดังกล่าวจึงจุดกระแสการต่อสู้ของผู้หญิงไปทั่วโลก ให้ออกมาต่อต้านการบังคับสวมฮิญาบ
.
A Move เริ่มถ่ายทำภายหลังจากอามินีจากไปแล้วเป็นเวลา 6 เดือน ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นหนึ่งในสายธารของการต่อสู้เพื่อต่อต้านการบังคับสวมฮิญาบ เพียงแต่แตกต่างตรงที่การต่อสู้ของผู้กำกับสารคดีอย่างเอลาเฮไม่ได้เกิดขึ้นบนท้องถนนเหมือนกับผู้หญิงหลายๆ คน หากแต่อยู่ภายในบ้านของเธอ
.
สารคดีเริ่มต้นฉายภาพของเอลาเฮขณะที่เธอกำลังจัดการกับข้าวของภายในบ้านร่วมกับครอบครัว เพื่อเตรียมที่จะเคลื่อนย้ายไปยังบ้านหลังใหม่ และสิ่งที่ทำให้สะดุดตาตั้งแต่วินาทีนั้นคือลุคการแต่งตัวของเธอที่ดูจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าคนอื่น ที่สำคัญคือเธอไม่สวมฮิญาบ ท่ามกลางบรรดาพี่น้องผู้หญิงของเธอที่สวมกันทุกคน
.
ที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าเอลาเฮจะสามารถยืนอยู่ในบ้านของตัวเองท่ามกลางคนในครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ และพี่น้อง โดยไม่สวมฮิญาบได้ แต่ก็ใช่ว่าทางเลือกของเธอจะได้รับการยอมรับจากครอบครัวแล้ว เพราะแม่ของเธอยังคงขอให้เธอสวมหมวกอยู่หลายครั้งตลอดช่วงต้นของสารคดี เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆ มองเห็นเส้นผม ซึ่งแม่ของเธอมองว่าเป็นเรื่องผิดหลักศาสนาอิสลาม
.
ความพยายามที่จะกำกับสิทธิบนเรือนร่างของเอลาเฮยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อเธอและครอบครัวต้องเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองวันอีดิลฟิฏร์ (Eid al-Fitr) ซึ่งถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการสิ้นสุดเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม ณ บ้านสวนของญาติผู้ใหญ่อันเป็นที่เคารพนับถือของครอบครัว โดยแม่ของเธอขอให้เธอสวมหมวกเพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมงาน
.
ดังนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าครอบครัวของเธอกำลังกังวลมากจนเกินไป และเพื่อยืนหยัดในอิสรภาพและเสรีภาพในการเลือกที่จะไม่สวมฮิญาบ เอลาเฮจึงใช้งานเฉลิมฉลองที่เป็นการรวมตัวของเหล่าผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลามเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่า เธอสามารถยืนอยู่ในฐานะของผู้หญิงชาวมุสลิมโดยไม่สวมฮิญาบได้ และเธอก็ทำเช่นนั้นได้จริงๆ เมื่อเจ้าของสถานที่ซึ่งเป็นผู้จัดงานอนุญาตให้เธอเข้าร่วมงาน
.
“เพราะมันคือทางเลือกของเธอ ถึงผมจะอยากให้คุณสวมฮิญาบ แต่ผมไม่สามารถบังคับคุณได้”
.
ข้างต้นเป็นคำกล่าวของลุงโฮสเซน (Uncle Hossein) ญาติผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพนับถือจากครอบครัวของเอลาเฮ และกลายมาเป็นหนึ่งในถ้อยคำสำคัญที่สะท้อนใจความของสารคดีเรื่องนี้
.
ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ภายในสารคดี A Move ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่า การต่อสู้ของผู้หญิงเกิดขึ้นได้ทั้งในบริบทของการรวมตัวกันต่อสู้ และการต่อสู้โดยคนเพียงคนเดียวภายในบ้านเท่านั้น แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสังคมที่ยังคงพร้อมจะหันมาโอบรับสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงได้
.
ที่สำคัญคือ จุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นโดยผู้หญิงเพียงหนึ่งคนอาจไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงจำกัดอยู่เพียงคนๆ เดียว แต่อาจกลายเป็นไฟลามทุ่งที่ทำให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตาม เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีของอามินี และที่แสดงให้เห็นใน A Move ซึ่งทิ้งท้ายด้วยภาพของผู้หญิงในครอบครัวของเธอที่กล้าจะออกมาใช้ชีวิตโดยไม่สวมฮิญาบในท้ายที่สุด
.
สำหรับผู้ที่ต้องการรับชม สามารถรับชมได้ที่แพลตฟอร์ม VIPA ของ Thai PBS
.
#YoungPrideClub #AMove #ฮิญาบ #สิทธิสตรี #ทางเลือกของเธอ #อิหร่าน #อิสลาม #ศาสนา #ผู้หญิง #อะไรนะสารคดี #WhatTheDoc #สารคดี
