“ไม่รับจัดงานแต่งให้คู่รักเพศเดียวกันครับ”
“ร้านไม่ได้ปล่อยเช่า (ลูกค้าหญิงข้ามเพศ) เลยค่ะ ไม่ได้จะเหยียดอะไรนะ แต่เข้าใจด้วย มันเป็นชุดอิสลามผู้หญิง”
.
ในช่วงก่อนหน้าเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) นอกจากประเด็นอาชญากรรมต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศจะถูกพูดถึงในสังคมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ตกอยู่ในความสนใจของใครหลายคนเช่นเดียวกัน นั่นคือ การประกาศไม่ให้บริการ LGBTQ+ ของร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการประกาศงดจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์สำหรับงานแต่งงานแก่คู่รักชายรักชายและหญิงรักหญิง รวมไปถึงการงดให้บริการเช่าชุดอิสลามผู้หญิงแก่หญิงข้ามเพศ ด้วยข้อจำกัดด้านความเชื่อทางศาสนา
.
ความเคลื่อนไหวของร้านค้าได้ทำให้ความคิดเห็นของผู้คนแบ่งออกเป็น 2 ก้อนด้วยกัน ก้อนแรกมองว่า การประกาศไม่ให้บริการแก่ลูกค้าบางกลุ่มเป็น ‘สิทธิ’ ของเจ้าของร้าน ส่วนก้อนที่ 2 มองว่า การงดให้บริการแก่ LGBTQ+ อาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศได้
.
คำถามก็คือ การประกาศเช่นนี้ของร้านค้าเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ใช่หรือไม่ การจะบอกว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่เลือกปฏิบัตินั้นควรมองจากปัจจัยใดเข้ามาประกอบการตัดสิน และสุดท้ายแล้วการงดให้บริการแก่ LGBTQ+ จบอยู่แค่การที่พวกเขาต้องเดินไปซื้อของในร้านอื่นที่เปิดใจยอมรับ หรือลึกๆ แล้วมันมีอะไรที่เราต้องคำนึงมากกว่านั้นกันแน่
ไม่ขายให้ LGBTQ+ เป็น ‘การเลือกปฏิบัติ?’
.
สิ่งที่ต้องยืนยันเป็นอย่างแรกก็คือ การปฏิเสธบริการหญิงข้ามเพศกับคนที่มีรสนิยมแบบรักเพศเดียวกัน เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งสามารถขมวดหลักเกณฑ์ในการดูออกมาได้ 2 ข้อด้วยกัน
.
1.ข้อแรกที่ต้องมาดูกันคือ ‘ความคุ้มครอง’ ตามกฎหมายไทย ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการคุ้มครองในเรื่องของเพศ เพศสภาพ การแสดงออกทางเพศ รสนิยมทางเพศ ศาสนา เชื้อชาติ ความพิการ ฯลฯ เอาไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งต้องตามไปดูต่อว่ามีการบัญญัติเอาไว้หรือไม่ว่า การกระทำแบบใดต่อผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่ากับการเลือกปฏิบัติ
.
สำหรับประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งให้ความหมายของการเลือกปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่แบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์แบบทางตรงหรือทางอ้อม ผ่านการให้เหตุผลว่า เพราะบุคคลนั้นเป็นชาย บุคคลนั้นเป็นหญิง หรือบุคคลนั้นแสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด
.
ดังนั้น ในเคสเจ้าของร้านเช่าชุดกับเจ้าของกิจการจัดเลี้ยงงานแต่ง สิ่งที่ต้องดูคือ พวกเขามีการใช้รสนิยมทางเพศ เพศสภาพ และการแสดงออกทางเพศมาเป็นตัวแบ่งว่าจะให้บริการ หรือใช้เป็นตัวตัดสินใจว่าจะเช่าหรือไม่ให้เช่าสินค้าหรือไม่ หากไม่ได้ใช้ปัจจัยนี้มาเป็นตัวตัดสินใจก็คือไม่เลือกปฏิบัติ แต่หากใช้ข้อนี้ก็นับว่าเข้าข่ายไปแล้วหนึ่งข้อ
.
2.สิ่งที่ต้องดูต่อมาคือ ‘ความเสียเปรียบ’ ของตัวลูกค้าเอง เมื่อลูกค้ากลุ่มที่มีการแสดงออกทางเพศแตกต่างจากเพศกำเนิด หรือผู้ที่มีรสนิยมทางเพศของตัวเองซึ่งได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ถูกปฏิเสธการเช่าสินค้าและบริการ สิ่งที่จะตามมาก็คือ พวกเขาจะเสียเปรียบ
.
ซึ่งหลายคนอาจถามต่อว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ เพราะการปฏิเสธคนกลุ่มหนึ่งทั้งๆ ที่กิจการของตนเป็นกิจการที่ให้บริการแก่สาธารณะนั้น ย่อมหมายความว่าคนกลุ่มหนึ่งจะได้รับบริการ ในขณะที่คนอีกกลุ่มจะเสียประโยชน์จากการถูกปฏิเสธ เพราะเหตุผลเรื่องเพศสภาพและรสนิยม เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็เท่ากับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเช่นกัน
.
หลายคนอาจคิดว่า การปฏิเสธให้บริการลูกค้า LGBTQ+ เพียงร้านหรือสองร้านคงเป็นผลกระทบที่น้อยมากต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป
.
ยกตัวอย่างกรณีที่เคยเกิดขึ้นแล้วในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา กรณีที่ผู้ทำเว็บไซต์ปฏิเสธทำเว็บไซต์งานแต่งให้กับคู่รักเพศเดียวกันในปี 2023 ซึ่งมีคำตัดสินของศาลให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถปฏิเสธได้ เพราะมองว่า การที่คู่รักเพศเดียวกันขอให้ทำเว็บไซต์งานวิวาห์ เท่ากับเป็นการแสดงออกของผู้จัดทำเว็บด้วย
.
อย่างไรก็ตาม ผลที่ตามมานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น กลายเป็นว่ามีการใช้บรรทัดฐานของเจ้าของร้านทำเว็บไซต์และคำตัดสินของศาลไปใช้ในการปฏิเสธรับ LGBTQ+ เข้าทำงานในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ จากเดิมที่การปฏิเสธไม่ขายของให้ LGBTQ+ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาขาดรายได้ แค่หาที่ซื้อของได้น้อยลง กลับกลายเป็นว่าพวกเขายังเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนชายขอบ เพราะไม่มีที่ให้ทำงาน หารายได้มาใช้ชีวิตอีกด้วย
.
เปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทย การประกาศตัวต่อสาธารณะของเจ้าของร้านว่าจะไม่ให้บริการแก่ LGBTQ+ นั้น ก็ทำให้เกิดกระแสการรับรู้ไปยังร้านค้าอื่นๆ จนทำให้พวกเขาประกาศที่จะไม่ให้บริการแก่ LGBTQ+ เช่นเดียวกัน ที่สำคัญ เมื่อมีการประกาศตัวมากเข้า ก็อาจจะขยับขยายการปฏิเสธ LGBTQ+ ไปยังภาคอื่นๆ ไม่เพียงแต่ธุรกิจสาธารณะ แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงสิทธิพยาบาลของเอกชน ภาคการบริการต่างๆ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม บาร์ อีกด้วย
ในบริบทของไทย การปฏิเสธ LGBTQ+ ทำได้หรือไม่
.
แม้ว่าข้อเท็จจริงจะมีความอิหลักอิเหลื่อว่า ประเทศไทยดำรงอยู่ในฐานะรัฐศาสนาหรือรัฐฆราวาส เพราะใครหลายคนยังคงเข้าใจว่าประเทศนี้มีศาสนาประจำชาติ ขณะเดียวกัน ก็มีหลายบริบทที่รัฐนำศาสนามาเป็นส่วนผสมในการบริหารประเทศ เช่น การศึกษา หรือแม้กระทั่งวันหยุดสำคัญๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับศาสนาและความเชื่ออื่นๆ นอกศาสนา
.
กระนั้น หากถามตรงๆ ปากต่อปากต่อหน่วยงานภาครัฐ พวกเขาคงไม่อาจตอบคำถามของคุณได้ว่า ประเทศไทยเป็นรัฐศาสนา ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเราอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญที่ (โดยหลักการ) ไม่ได้วางบทบัญญัติโดยใช้ศาสนาใดเป็นที่ตั้ง ดังนั้น กฎหมายภายในประเทศที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ และบังคับใช้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดหรือไม่นับถือศาสนาใดเลย จึงไม่มีส่วนผสมของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมาเป็นฐานในการบัญญัติกฎหมายทั้งสิ้น
.
ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศนี้ที่ได้ประกาศให้เป็น ‘รัฐศาสนา’ เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย ฉะนั้นแล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงบังคับใช้ครอบคลุมทุกอณูของประเทศ
.
เช่นนั้น แปลว่าไม่ว่าพื้นที่ใดก็ไม่สามารถอ้างว่า “ฉันปฏิเสธไม่ขายชุดอิสลามของผู้หญิงให้กับหญิงข้ามเพศ เพราะศาสนาของฉันไม่อนุญาต” หรือ “ผมขอไม่รับจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักเพศเดียวกัน เพราะขัดกับหลักศาสนา” ได้ เพราะรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติชัดเจน
.
พูดในแง่ของกฎหมาย ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่คุ้มครองหญิง ชาย และผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิดเอาไว้อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญก็มีบทบัญญัติที่ระบุชัดเจนในหลายมาตรา
.
ในมาตรา 4 บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน
.
มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้
.
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ยังให้ความหมายของการเลือกปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นการกระทำหรือไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่มีความชอบธรรม ด้วยเหตุผลคือบุคคลนั้นเป็นชาย หญิง หรือมีการแสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิดด้วยเช่นเดียวกัน
.
การตีความกว้างๆ ช่องโหว่ของกฎหมายไทย
.
อันที่จริง ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ อีกทั้งยังมีกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอยู่แล้ว ทั้งในกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญและในพระราชบัญญัติ
.
ทว่า กฎหมายบางอย่างยังคงทิ้งช่องให้เกิดการตีความกว้างๆ ยกตัวอย่างมาตรา 17 ในพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่มีข้อยกเว้นว่า การปฏิบัติตามหลักการทางศาสนาไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ตีความได้กว้างขวาง เจ้าของร้านอาจตีความว่า ตนเองนับถือศาสนาหนึ่งซึ่งไม่สนับสนุนความรักแบบเพศเดียวกัน หรือไม่สนับสนุนคนข้ามเพศ ดังนั้นตนจึงปฏิเสธที่จะให้บริการแก่กลุ่ม LGBTQ+ หรือกลุ่มใดก็ได้ที่มองว่าขัดต่อความเชื่อทางศาสนาที่ตนนับถือ หนำซ้ำ บางรายอาจใช้ข้อยกเว้นนี้มาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธที่จะให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าแก่ LGBTQ+ แต่แท้จริงแล้วการปฏิเสธนั้นอาจเกิดจากอคติส่วนตัวมากกว่าเหตุผลจากความเชื่อทางศาสนา
.
ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีกฎหมายที่มุ่งขจัดการเลือกปฏิบัติอย่างแข็งขัน เช่น สหราชอาณาจักรหรือแคนาดา จะบัญญัติกฎหมายเอาไว้ไม่ให้เกิดการตีความกว้างขวาง ซึ่งจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ยกตัวอย่าง Equality Act 2010 ซึ่งคุ้มครองประชาชนสหราชอาณาจักรจากการถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงานและในสังคม กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะจำกัดการให้บริการแก่ LGBTQ+ โดยอ้างความเชื่อทางศาสนานั้นจะต้องเป็น ‘องค์กรทางศาสนา’ เท่านั้น แต่ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้กับองค์กรที่ทำขึ้นในเชิงพาณิชย์ ซึ่งก็คือกลุ่มร้านค้า บริษัท หรือธุรกิจบริการทั่วไป ดังนั้น หากร้านเช่าชุดผู้หญิงอิสลามแห่งนี้ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร ก็ไม่สามารถที่จะอ้างความเชื่อทางศาสนาเพื่อปฏิเสธลูกค้า LGBTQ+ ได้ เพราะคุณเป็นภาคธุรกิจ ไม่ใช่องค์กรศาสนา
.
ที่สำคัญ แม้ว่า Equality Act 2010 ของสหราชอาณาจักรจะยกเว้นให้องค์กรทางศาสนาสามารถจำกัดการเข้าถึงพิธีกรรมทางศาสนา หรือการเป็นสมาชิกขององค์กรศาสนาของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ แต่หากองค์กรทางศาสนาเป็นตัวแทนรัฐในการทำนโยบายบางอย่าง เช่น ทำศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธรับเลี้ยงเด็กจากคู่รักหรือครอบครัว LGBTQ+ ได้เช่นกัน
.
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 กับ Canadian Human Rights Act ซึ่งเป็นกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศแคนาดา ก็ยิ่งทำให้เห็นช่องโหว่ที่ชัดเจน โดยแคนาดาบัญญัติว่าห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุทางเพศ (Sex) รสนิยมทางเพศ (Sexual orientation) อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender identity) และการแสดงออกทางเพศ (Gender expression)
.
ส่วนพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ระบุผู้ที่ถูกคุ้มครองเอาไว้เพียง ‘เพศชาย เพศหญิง หรือผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด’ ซึ่งนอกจากจะต้องพิสูจน์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลือกปฏิบัติว่ามีการแสดงออกที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิดหรือไม่แล้ว ในกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติจากรสนิยมทางเพศอาจไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะการแสดงออกอาจไม่ได้แตกต่างจากเพศกำเนิด ดังนั้น กฎหมายจึงคุ้มครองการเลือกปฏิบัติได้เพียงบางกรณีเท่านั้น
มีหน่วยงานเยอะ แต่ไม่ค่อยแอคทีฟ
.
ที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่าประเทศไทยจะมีหลายหน่วยงานและอีกหลายคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับ สอดส่อง ดูแลหากเกิดกรณีที่สร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม แต่หน่วยงานและคณะกรรมการที่ว่านี้มักทำงาน ‘เชิงตั้งรับ’ มากกว่าการทำงานเชิงรุก
.
ในสหราชอาณาจักรมีหน่วยงานอย่าง Equality and Human Rights Commission ซึ่งมีบทบาทคล้ายๆ กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย แต่ยังมีอำนาจที่แตกต่างกันพอสมควร แม้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีอำนาจในการทำงานเชิงรุกหากพบการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยไม่ต้องรอผู้ร้องเรียน แต่ก็มีอำนาจจำกัดอยู่ที่การตรวจสอบ เฝ้าระวัง โดยไม่มีอำนาจในฐานะของการลงมือแก้ไขปัญหา ทำได้เพียงเสนอแนะ หรือแจ้งให้แก้ไขไปยังคณะรัฐมนตรี
.
ขณะที่ Equality and Human Rights Commission ของสหราชอาณาจักรมีอำนาจในการกำกับดูแล สามารถเปิดการสอบสวน ออกหนังสือแจ้งว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย บังคับให้องค์กรทำแผนแก้ไข ทำข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ขอคำสั่งศาลให้หน่วยงานที่เลือกปฏิบัตินั้นหยุดการกระทำ และสามารถออกหนังสือให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามหน้าที่ด้านความเสมอภาคได้ อย่างไรก็ตาม คำตัดสินคดียังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาล
.
หลายคนอาจจะมองว่า ดีแค่ไหนแล้วที่อย่างน้อยๆ ประเทศไทยยังคงมีกฎหมายที่ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยๆ การมีก็ย่อมดีกว่าไม่มี หรือกำขี้ก็ย่อมดีกว่ากำตด ทว่า เมื่อกฎหมายที่จะเป็นหลักประกันในการคุ้มครองและปกป้องจากการเลือกปฏิบัติยังคงเปิดให้มีการตีความ อันจะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติขึ้น แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขจัดการเลือกปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้จริงๆ
.
ฉะนั้น การใช้กฎหมายเดิมๆ ต่อไปเพื่อคุ้มครองทุกคนจากการเลือกปฏิบัติ ซึ่งยังไม่มีประสิทธิภาพ หรือการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุม ปิดช่องโหว่ของการเลือกปฏิบัติให้ดีกว่าเดิม คือสิ่งที่ควรจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้
.
เพราะอย่าลืมว่า ไม่ใช่แค่ LGBTQ+ เท่านั้นที่เปราะบางจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมในสังคม และต้องใช้กฎหมายดังกล่าวในการปกป้องตัวเอง แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนชายขอบ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงต้องพึ่งพากฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ความเป็นธรรมกับตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติอยู่
.
และในอนาคต คุณเองก็อาจจะต้องใช้กฎหมายการเลือกปฏิบัติในการปกป้องตัวเองเหมือนกัน
.
อ้างอิง
