หยุดมอมเมาอนาคตชาติด้วยละคร Y และ GL เมื่อคนดูละครหวาดกลัวคนรักเพศเดียวกันมากกว่าฉากตบจูบ ข่มขืน และเข่นฆ่าในละครไทย

“เดี๋ยวนี้ไม่อยากดูละครแล้ว!”
.
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งโพสต์ข้อความในลักษณะวิตกกังวล โดยสะท้อนว่า ในฐานะคนวัย 45-65 ปี ซึ่งเป็น ‘แฟนละครส่วนใหญ่’ และได้พูดคุยกับคนวัยเรียนและวัยทำงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากดูละครแล้ว เนื่องจากโทรทัศน์นำเสนอแต่ละครรักเพศเดียวกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น จึงไม่ควรเผยแพร่ในทีวีที่เข้าถึงคนทุกวัย และควรไปฉายในฟรีทีวีแทน
.
ทั้งนี้ ผู้ใช้ Facebook รายนี้ยังระบุว่า การนำเสนอละครรักเพศเดียวกันบนทีวีถือเป็นการยัดเยียดให้เด็ก โดยเฉพาะวัยรุ่น เห็นดีเห็นงาม บางคนไม่ได้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อเห็นดาราที่ชื่นชอบก็ไขว้เขว และลอกเลียนแบบตามเทรนด์ โดยตั้งคำถามกลับมายังผู้อ่านว่า ถ้าลองถามคนเป็นพ่อเป็นแม่ หรือแม้แต่ตัวผู้อ่านเอง อยากมีลูกเป็น “ชายจริงหญิงแท้” หรือ “รักร่วมเพศ” (คำที่ผู้เขียนใช้) หรือไม่
.
โพสต์ดังกล่าวชี้ว่า พ่อแม่บางคนเห็นด้วยกับลูกที่รักเพศเดียวกัน เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจลูก และก็น่าเห็นใจหากว่าเด็กคนนั้นมีความผิดปกติทางร่างกายหรือสมองมาแต่กำเนิด ขณะเดียวกันยังเห็นใจเด็กที่คนรักเพศเดียวกันรับมาอุปการะ โดยตั้งคำถามว่าเด็กจะสับสนหรือไม่ว่าจะเรียกใครเป็นพ่อหรือแม่ และเขาจะโดนล้อเลียนในโรงเรียนหรือไม่
.
รวมทั้งยังเห็นใจดาราที่ต้องรับบทเป็นคนรักร่วมเพศทั้งในจอและนอกจอ เพื่อเงินและชื่อเสียง ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นแบบนั้น และยังขยะแขยงรสนิยมดังกล่าวด้วยซ้ำ พร้อมตั้งคำถามว่า หากดาราคนนั้นเป็นลูกหลานของตัวเองจะทำอย่างไร
.
ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ปิดท้ายว่า การที่ประเทศไทยเปิดให้คนรักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้นั้น นับเป็นความใจกว้างของประเทศแล้ว เพราะในหลายประเทศยังมีบทลงโทษต่อพฤติกรรมแบบนี้อยู่ ดังนั้น จึงไม่ควรพยายามทำให้คนมีรสนิยมรักเพศเดียวกันเหมือนกันหมด ถึงจะไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรส่งเสริม จึงแนะให้ผู้จัดลองเปลี่ยนแนวละคร ทั้งยังระบุว่า ผลบุญจากการหยุดมอมเมาอนาคตของชาติจะทำให้เกิดความสุขใจแก่ผู้จัดละคร
.
สำหรับผู้เขียน เมื่อได้อ่านบทน้อยเนื้อต่ำใจของ ‘แฟนละครส่วนใหญ่’ ยอมรับว่ารู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วง 45-65 ปี หรือวัยใดๆ ก็ล้วนระลึกถึงความสนุกสนานที่เคยผ่านเข้ามาในช่วงหนึ่งของชีวิตได้ทั้งนั้น ทว่า อาจจะมีเล็กน้อยที่ต้องทำความเข้าใจกับเจ้าของโพสต์ และตั้งคำถามกลับด้วยความสงสัยในบางประการ เผื่อจะได้รับความกระจ่าง

[ความรักเพศเดียวกันคือพฤติกรรมเลียนแบบ]
.
ก่อนอื่นต้องกล่าวว่า เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนที่ละครไทยในปัจจุบันนำเสนอความรักและความสัมพันธ์ที่แตกต่างและหลากหลายกว่าละครเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วมาก ณ ตอนนั้น ละครไทยยังคงยึดการนำเสนอความสัมพันธ์แบบหญิงรักชาย และชายรักหญิงเป็นพื้นฐานร่วมกัน
.
ทว่า สิ่งที่มีอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย ซึ่งเก่าแก่กว่า ‘สุริยานีไม่ยอมแต่งงาน’ ละครโทรทัศน์ไทยเรื่องแรกที่ฉายทางโทรทัศน์เมื่อปี 2499 เสียอีก ก็คือความสัมพันธ์แบบคู่รักเพศเดียวกัน ที่มีหลักฐานปรากฏตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2011 ซึ่งห้ามไม่ให้นางสนมเล่นรักกันเฉกเช่นสามีภรรยา แม้กระทั่งพิธีวิวาห์ของช้อย-ถม ซึ่งเป็นการแต่งงานระหว่างผู้หญิงด้วยกัน ในปี 2471 ก็เกิดขึ้นในยุคก่อนจะมีละครไทยนำเสนอในโทรทัศน์
.
ขยับมาให้ใกล้อีกนิด ในช่วงที่ละครไทยโลดแล่นบนจอแก้วเมื่อ 20-30 ปีก่อน ภาพรวมยังคงเป็นการนำเสนอความสัมพันธ์บนฐานความรักชายกับหญิงที่ครองคู่กันภายใต้ ‘ศีลธรรมอันดี’ ตามแบบไทยๆ และมีตอนจบแบบสุขนาฏกรรม โดยใช้ ‘ความขัดแย้ง’ ดึงความเร้าร้อนของบทเพื่อเรียกเรตติ้งดึงดูดผู้ชม
.
ส่วนความสัมพันธ์นอกเหนือจากความรักแบบชายกับหญิง หรือผู้ที่หลุดจากกรอบทางเพศแบบทวิภาค มีให้เห็นน้อยนิด และมักถูกลดทอนให้เป็นตัวประกอบที่ต้องสวมบทบาทเป็นตัวตลก ดูแปลกแยก และมีฉากจบที่เศร้าสร้อย ดังนั้น เมื่อพิจารณาประเด็นที่ว่า รสนิยมแบบรักเพศเดียวกันจะมาจากอิทธิพลของละคร ก็ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อรสนิยมดังกล่าวมีขึ้นมาก่อนการมาของละครไทย หรือหากมีก็ปรากฏให้เห็นเพียงน้อยนิดและมีจุดจบที่ใครก็ไม่ถวิลหาจะเลียนแบบ
.
ในทางวิทยาศาสตร์ สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ให้ข้อมูลว่า รสนิยมทางเพศมีปัจจัยจากหลายด้านที่ซับซ้อนรวมกัน โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าตนสามารถเลือกรสนิยมทางเพศของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อรสนิยมทางเพศยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถสรุปออกมาได้ง่ายๆ ดังนั้น ทฤษฎีที่ว่า รสนิยมรักเพศเดียวกันส่วนหนึ่งมาจากการเลียนแบบละครในโทรทัศน์นั้น อาจเป็นทฤษฎีที่เลื่อนลอย ไร้งานวิจัยและวิทยาศาสตร์รองรับ
.
หากเจ้าของโพสต์ยืนกรานจะเชื่อว่า รสนิยมรักเพศเดียวกันมาจากอิทธิพลของละครไทย ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดในยุคที่ยังไม่มีละครในหน้าจอโทรทัศน์ พวกเขาจึงรักเพศเดียวกันได้ ทำไมคนที่เติบโตมากับละครชาย-หญิงที่ถูกนำเสนอบนจอแก้วอย่างเข้มข้น จึงกลายมาเป็นเกย์แทนที่จะมีความรักแบบชาย-หญิงตามการนำเสนอของละคร
.
ทั้งนี้ แนวคิดที่ว่าเยาวชนจะลอกเลียนแบบตัวละคร LGBTQ+ แล้วกลายมาเป็น LGBTQ+ เสียเอง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520-2530 ในช่วงที่ผู้คนยังคงมองว่า กะเทยหรือรักเพศเดียวกันเป็นความผิดปกติทางร่างกายและเป็นภัยต่อศีลธรรมกับวัฒนธรรมอันดีของชาติ ความเคลื่อนไหวในเชิงต่อต้านมีทั้งการโจมตีโทรทัศน์ที่เปิดเผยตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และเรียกร้องให้สังคมออกมาปกป้องเยาวชนไม่ให้พวกเขามองเห็นพฤติกรรมของ LGBTQ+
.
สำนักข่าวมติชน ฉบับวันที่ 5 กันยายน 2530 เคยพาดหัวข่าวว่า ‘แนะเกย์อย่าแสดงบทเด่นเกิน ระวังเด็กวัยรุ่นคิดเอาอย่าง’ ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม 2530 สะท้อนความเห็นของผู้ปกครองชี้ว่า พวกเขากำลังตื่นกลัวว่า ลูกของตัวเองจะผิดเพศ และแน่นอนว่า คนกลุ่มนั้นที่ออกมาเรียกร้องก็ยังไม่สามารถตอบคำถามที่ผู้เขียนถามข้างบนได้แม้แต่คำถามเดียว


[อคติทางเพศที่แฝงอยู่ในบทความ]
.
เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่เจ้าของโพสต์ระบุไว้ชัดเจนว่า ความรักของเพศเดียวกัน ‘ไม่ใช่เรื่องผิด’ ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกันกับที่ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศทั่วโลกต่างให้การยอมรับ เพราะในความเป็นจริง ผู้มีความหลากหลายทางเพศยืนอยู่ในสังคมในฐานะ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งมาโดยตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากถูกจำกัดสิทธิ จนเกิดความไม่เท่าเทียมเมื่อเทียบกับชาย-หญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมรส การทำงาน หรือการศึกษา
.
กระนั้น ในโพสต์ดังกล่าวก็ยังมีบางประโยคที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะท่อนหนึ่งซึ่งระบุว่า พ่อแม่บางคนจำเป็นต้องแสดงออกว่าเห็นด้วยหรือยินดี ก็เพราะความรักลูก จึงไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก หากเป็นความผิดปกติของร่างกายและสมองมาแต่กำเนิด เหตุที่น่ากังวลก็เพราะว่า แนวคิดเช่นนี้เคยเป็นต้นตอของการกีดกัน LGBTQ+ ออกจากโรงเรียน งาน บ้าน การรักษาพยาบาล ตลอดจนสิทธิทางกฎหมายต่างๆ และร้ายแรงถึงขั้นที่พวกเขาต้องหลบซ่อนจากการถูกจับไปบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศด้วยวิธีการที่ผิดธรรมชาติ สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจมาแล้ว
.
‘การบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ’ ไม่ได้หมายถึงการ ‘แปลงเพศ’ ให้พวกเขามีอัตลักษณ์ให้ตรงกับตัวตน แต่หมายถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ หรือการแสดงออกทางเพศของพวกเขาให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมด้วยวิธีการที่ไร้วิทยาศาสตร์รองรับ เช่น สวดมนต์ จิตบำบัด รวมไปถึงการใช้ยาหรือการลงโทษทางร่างกาย งานวิจัยของ JAMA Psychiatry พบว่า กลุ่มคนข้ามเพศที่เผชิญกับการบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศมีแนวโน้มเกิดภาวะทุกข์ทางใจอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะในกรณีที่การบำบัดดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็ก ด้าน Williams Institute ก็ชี้ว่า เลสเบี้ยน เกย์ และไบเซ็กชวล ที่เคยผ่านการบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ มีโอกาสคิดฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ไม่เคยเข้ารับการบำบัด
.
เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า LGBTQ+ ไม่ใช่โรคที่ต้องรักษา และไม่ใช่ความผิดปกติทางร่างกายหรือสมองตามที่เจ้าของโพสต์ระบุเอาไว้ สมาคมจิตวิทยาอเมริกันใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เลสเบี้ยน เกย์ และไบเซ็กชวล ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตใจ และไม่พบว่าจิตจะเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับรสนิยมทางเพศแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกก็ชี้ว่า คนข้ามเพศไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม


[การด่าผิดฝาผิดตัว]
.
เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า เจ้าของโพสต์ต้องการตำหนิผู้จัดละครที่นำเสนอความสัมพันธ์แบบชายรักชายและหญิงรักหญิงมากยิ่งขึ้น เพราะเกรงว่าความสัมพันธ์ในจอจะซึมเข้าไปอยู่ในตัวของเด็ก จนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบเพื่อไม่ให้ตกยุคหรือหลุดสมัย
.
แต่หากมองปัญหาของละครไทยในภาพที่กว้างกว่านั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงดูเหมือนจะไม่ใช่การนำเสนอความรักแบบเพศเดียวกัน หากแต่เป็น ‘ความรุนแรง’ ต่างหากที่เป็นข้อถกเถียงมาอย่างยาวนานของละครไทย ไม่ว่าจะเป็นการตบจูบ การข่มขืนตัวละคร รวมไปถึงการเข่นฆ่ากันออกจอ พฤติกรรมเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านบทละครไทยวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายปี
.
ในฐานะ ‘แฟนละครส่วนใหญ่’ ที่อยู่ในช่วงอายุ 45-65 ปี เจ้าของโพสต์คงพอจะทราบดีและเคยเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในละครอยู่บ้าง คำถามสำคัญคือ ไม่ใช่พฤติกรรมเหล่านี้หรอกหรือที่น่ากังวลมากกว่า นี่ไม่ใช่หรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรส่งเสริมอย่างแน่นอน ตามที่เจ้าของโพสต์ว่าไว้ เพราะความรักแบบเพศเดียวกันไม่ได้ทำให้ใครต้องเจ็บปวด บาดเจ็บ หรือตาย แต่พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำนอกจอทั้งสิ้น
.
ในโพสต์เดียวกัน ‘แฟนละครส่วนใหญ่’ ยังระบุว่า ความรักเป็นสิ่งที่งดงาม แต่ในกรณีที่มีเด็กมาเอี่ยว เช่น คนที่มีรสนิยมรักเพศเดียวกันที่เอาเด็กมาเลี้ยงดู เพราะไม่สามารถมีลูกเองได้ เคยคิดไหมว่า เด็กจะมีปมด้อยหรือถูกล้อเลียนขนาดไหนตอนไปโรงเรียน พร้อมยังชี้ว่า เด็กคงจะสับสนว่าจะเรียกคนไหนเป็นพ่อหรือแม่
.
คำถามก็คือ ในบริบทเช่นนี้ เราควรตำหนิใครกันแน่ คนที่ล้อเลียน หรือจะตำหนิพ่อแม่คู่รักเพศเดียวกันที่นำเอาเด็กมาอุปการะ เพื่อมอบความอบอุ่นแบบที่ครอบครัวหนึ่งพึงมอบให้ได้
.
อย่างไรก็ตาม การนำเสนอความสัมพันธ์แบบคู่รักเพศเดียวกันบนหน้าสื่อไม่ใช่สิ่งที่ LGBTQ+ ร้องขอมาตั้งแต่ต้น แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการมาโดยตลอดคือการยอมรับ ทั้งในระดับบุคคลกับบุคคล และในทางกฎหมาย เพื่อให้ได้สิทธิเทียบเท่ากับมนุษย์คนอื่นๆ ที่หายใจอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียวกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่พวกเขาถูกพรากไปจากการถูกมองว่าแปลกแยก และไม่ใช่มนุษย์ที่เท่ากันกับคนอื่นๆ
.
คำปิดท้ายที่โพสต์ว่า การที่ไทยอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้นั้น นับเป็นความ ‘ใจกว้าง’ มากพอแล้ว เพราะในบางประเทศยังคงมีโทษที่รุนแรงสำหรับพฤติกรรมรักร่วมเพศ จึงควรถูกหันกลับไปตำหนิประเทศเหล่านั้นมากกว่า ที่ยังคงลิดรอนสิทธิของมนุษย์ด้วยกัน และในขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็จำเป็นต้องเน้นย้ำกับเจ้าของโพสต์ว่า การที่ประเทศไทยอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้นั้น ไม่ใช่ความใจกว้าง หากแต่เป็นความจำเป็นในการคืนสิทธิมนุษยชนให้กับพวกเขา หลังจากถูกพรากสิทธินั้นไปนานเท่านั้นเอง
.
ที่สำคัญ สมรสเท่าเทียมยังคงคืนสิทธิแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีสิทธิอีกหลายประการที่คู่รักชาย-หญิงได้รับ แต่คู่รักเพศเดียวกันยังไม่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเจริญพันธุ์และการมีบุตร ที่จำกัดการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการอุ้มบุญให้เป็นสิทธิของ ‘หญิงที่มีสามี’ เท่านั้น หรือคู่รักเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสในต่างประเทศบางคู่ยังคงถูกปฏิเสธคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม แม้พวกเขาจะมีความพร้อมในการดูแลเด็กทั้งการเงิน จิตใจ และสภาพแวดล้อม ด้วยเหตุผลเพียงเพราะประเทศที่คู่รักคู่ดังกล่าวไปจดทะเบียนสมรสไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม การกำหนดสิทธิ หน้าที่ หรือสถานะของสามี-ภริยาไว้แตกต่างกันชัดเจนในกฎหมายอื่นซึ่งได้รับการยกเว้นจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้สามารถทำได้ ยังคงกีดกันการเข้าถึงสิทธิหรือสถานะทางกฎหมายบางประการ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคู่รักหญิงและคู่รักชายใน พ.ร.บ.สัญชาติฯ เนื่องจากเงื่อนไขการขอสัญชาติที่แตกต่างกัน รวมไปถึงเรื่องการประเมินภาษีเงินได้บุคคล กรณีที่บุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีเงินได้ประเภทเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร กฎหมายให้ถือว่าเงินของบุตรหรือบุตรบุญธรรมเป็นเงินได้ของบิดา ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในสิทธิหน้าที่ของคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีบุตรบุญธรรม เพราะไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า คู่สมรสคนใดเป็นสามีหรือบิดาที่ต้องรับผิดชอบเงินได้ส่วนนี้


[ซีรีส์วาย-เกิร์ลเลิฟ เป็นเพียงพลวัตหนึ่งของยุคสมัย]

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของความสัมพันธ์แบบคู่รักเพศเดียวกันบนจอโทรทัศน์ทั้งในอุตสาหกรรมละคร ภาพยนตร์ และซีรีส์ เป็นภาพสะท้อนของกระแสของความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ละครวายและเกิร์ลเลิฟที่มากขึ้นอาจเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนมุมมองของผู้บริโภครุ่นใหม่ว่าพวกเขาเบื่อหน่ายความสัมพันธ์และการเดินเรื่องแบบเดิมๆ บนหน้าจอทีวีมาหลายทศวรรษ  และไม่ทนกับการเห็นการตบตีกันของตัวละคร การล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัวอีกต่อไป แน่นอนว่า การหวงแหนสิ่งเก่าบนโทรทัศน์เป็นเรื่องปกติเหมือนกับการหวนคิดถึงของรักของห่วงที่หายไป แต่หากความคิดถึงละครไทยดันหมายถึงละครที่มีฉากความรุนแรงในลักษณะนี้ ผู้เขียนอาจต้องขอให้ผู้อ่านช่างใจสักนิด

.

อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องยอมรับ ในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าเช่นนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ไทยไม่ได้สุดอยู่ที่ตรงเขตแดน แต่กระโดดไปโลดแล่นบนหน้าจอโทรทัศน์ในนานาประเทศ ดังนั้น การดำรงอยู่ของละครสัญชาติไทยจึงไม่ได้บริการให้กับชาวไทยเพียงอย่างเดียว แต่บริการให้กับคนที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมมโลก และการมีอยู่ของบทบาทวายและเกิร์ลเลิฟบนทีวีจึงอยู่ได้ไม่ใช่เฉพาะความนิยมชมชอบของคนไทย แต่หมายรวมคนจากประเทศอื่นๆ ด้วย 

.

ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอให้เจ้าของโพสต์ผู้เป็น ‘แฟนละครส่วนใหญ่’ สมหวังกับการรอคอยละครที่มีความสัมพันธ์แบบชาย-หญิงผุดขึ้นมาให้ได้รับชมบ้างในวัย 45-65 ปีนี้ และขอให้ละครเรื่องนั้นเป็นบทละครที่ให้คุณค่ากับชีวิต มากกว่าจะมอบภาพความรุนแรงที่มอมเมาอนาคตของชาติแบบที่เคยเห็นผ่านตา ซึ่งย่อมจะทำให้มีความสุขใจมากขึ้นแน่นอน


#ซีรีส์วาย #ซีรีส์ยูริ #LGBTQIAN #สมรสเท่าเทียม #โทรทัศน์ #ละครไทย #อคติทางเพศ #ความหลากหลายทางเพศ