‘ประเทศไทยคือสวรรค์ของ LGBTQ+’ หนึ่งในประโยคที่มักถูกกล่าวถึงโดยนักการเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า คนไทยใจกว้างและยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ อันจะเป็นผลดีต่อการดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่มีจุดยืนโอบรับความหลากหลาย และทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้ความเป็น ‘สากล’ มากยิ่งขึ้น
แต่วาทกรรมดังกล่าวอาจสวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงต่อ LGBTQ+ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ การประทุษร้ายด้วยวาจา การทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงการฆาตกรรม โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมานี้พบ LGBTQ+ ถูกกระทำความรุนแรงอย่างน้อย 5 กรณี ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงไม่มีบทสรุปทางกฎหมายว่า ผู้กระทำได้รับโทษอย่างไร ที่สำคัญ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเอาผิดความรุนแรงต่อ LGBTQ+ ที่มีต้นเหตุมาจากความเกลียดชัง
“คนไทยมักบอกว่าไทยคือสวรรค์ของ LGBTQ+ แต่ทำไมเรายังไม่มีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ หรือกฎหมาย Hate Crime?” ธัญวัจน์ กมลวงวัฒน์ อดีต สส.พรรคประชาชน พูดขึ้นในช่วงปลายปี 2566 เพื่อสะท้อนว่า แม้เราจะมีสมรสเท่าเทียมที่เปิดให้ทุกเพศสามารถมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตคู่กันได้ตามกฎหมาย แต่นั่นยังคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยถูกเรียกว่าเป็นสวรรค์ของ LGBTQ+ ได้ หากยังไม่มีกฎหมายที่กำกับสิทธิอื่นๆ และกฎหมายที่ทำให้ LGBTQ+ รู้สึกถึงความปลอดภัย
Young Pride Foundation สำรวจความรุนแรงต่อ LGBTQ+ ซึ่งถูกนำเสนอในข่าวช่วงปี 2563-2569 พบข้อมูลดังนี้
ปี 2563 มี 7 กรณี
ปี 2564 มี 9 กรณี
ปี 2565 มี 10 กรณี
ปี 2566 มี 4 กรณี
ปี 2567 มี 5 กรณี
ปี 2568 มี 7 กรณี
ปี 2569 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน มี 3 กรณี
จากเนื้อหาของข่าวความรุนแรงที่ถูกนำเสนอระหว่างปี 2563-2569 ระบุผู้เสียหายเป็นหญิงข้ามเพศ 22 กรณี ระบุผู้เสียหายเป็นผู้มีรสนิยมรักเพศเดียวกัน 13 กรณี ระบุผู้เสียหายเป็น LGBTQ+ 8 กรณี ระบุผู้เสียหายเป็นอินเตอร์เซ็กส์ 1 กรณี และระบุผู้เสียหายเป็นนอนไบนารี 1 กรณี
สำหรับ ‘พฤติการณ์’ ความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือ ฆาตกรรมหรือเสียชีวิตจากความรุนแรง ซึ่งพบมากถึง 15 กรณี รองลงมาเป็นการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ, การถูกเลือกปฏิบัติ, และการถูกทำร้ายร่างกายทั่วไปทำให้ได้รับบาดเจ็บ
ที่สำคัญจากข้อมูลพบผู้ก่อเหตุเป็นเพศกำเนิดชาย 28 กรณี เป็นสถาบันหรือหน่วยงาน 8 กรณี ไม่ปรากฏเพศผู้ก่อเหตุ 6 กรณี เป็นเพศกำเนิดหญิง 2 กรณี และเพศกำเนิดชายและเพศกำเนิดหญิง 1 กรณี
ในช่วงปี 2563-2565 ซึ่งพบว่า มีกรณีความรุนแรงเกิดขึ้นกับชุมชน LGBTQ+ เป็นช่วงเดียวกันกับการเรียกร้องให้มีสมรสเท่าเทียม โดยวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ธัญวัจน์ กมลวงวัฒน์ (อดีต) สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ…. หรือ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เข้าสภา ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยกพระราชบัญญัติคู่ชีวิตขึ้นมาปัดฝุ่นและผ่านความเห็นชอบในคณะรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
ขณะเดียวกันในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีข่าวความรุนแรงต่อ LGBTQ+ มากถึง 9 กรณี ยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับการวินิจฉัยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าด้วยการสมรสของศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 1448 ที่กำหนดให้การสมรสต้องเป็นชาย-หญิงว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ‘ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ เกิดเป็นกระแสติดแฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญเหยียดเพศ ตามมาหลังจากมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม หลังจากนั้นในปี 2565 กรณีความรุนแรงต่อ LGBTQ+ ซึ่งถูกนำเสนอในข่าวก็เพิ่มขึ้นเป็น 10 กรณี
อย่างไรก็ตาม กรณีความรุนแรงที่ถูกนำเสนอในหน้าสื่อมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปี 2566-2567 แต่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ และมีกรณีของการแสดงความเหยียดหยามเกลียดชังต่อคู่รักเพศเดียวกันที่เดินทางมาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายหลังประกาศใช้โดยเฉพาะกรณี ส.ต.อ.พิสิษฐ์ สิริหิรัญชัย และ ชนาธิป สิริหิรัญชัย ซึ่งทั้งสองสวมชุดข้าราชการตำรวจเดินทางไปจดทะเบียนสมรสที่สยามพารากอน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเชิงเหยียดหยาม คุกคาม และบางส่วนมองว่าไม่เหมาะสมที่จะสวมชุดราชการมาจดทะเบียนสมรส
ที่สำคัญ ในปี 2569 แม้จะผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งปี แต่กลับพบความรุนแรงต่อ LGBTQ+ ที่ถูกนำเสนอในข่าวแล้วถึง 3 กรณีด้วยกัน และเป็นการ ‘ฆาตกรรม’ ทั้ง 3 กรณี
สมรสเท่าเทียม “ไม่เคย” เพียงพอ
ปัญหาความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งในหลายกรณีความรุนแรงอาจมีที่มาจากความเกลียดชังต่อชุมชน LGBTQ+ ที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ เช่น การเลือกปฏิบัติผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยกีดกันการเข้าทำงาน การเหยียดหยามรสนิยมทางเพศด้วยคำที่รุนแรง ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงการฆาตกรรม
อย่างไรก็ดี แม้ความรุนแรงต่อ LGBTQ+ จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่มีเพียงบางประเทศที่มีวิธีป้องกันอย่างจริงจัง
ILGA-Europe องค์กรที่ขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของ LGBTQ+ เปิดเผยข้อมูลว่า มี 36 ประเทศในทวีปยุโรปมีกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ที่จะเพิ่มโทษคนก่ออาชญากรรมที่ใช้รสนิยมทางเพศเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุ มี 24 ประเทศในยุโรปและเอเชียกลางที่กฎหมายกำหนดให้เพิ่มโทษผู้ที่ก่อเหตุโดยมีแรงจูงใจมาจากอัตลักษณ์ทางเพศ และอีก 8 ประเทศ ที่จะเพิ่มโทษผู้ก่อเหตุที่นำ ‘ลักษณะทางเพศ’ และความเป็น ‘อินเตอร์เซ็กส์’ มาเป็นแรงจูงใจ
โดยประเทศที่มีกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังความครอบคลุมในเรื่องรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศได้แก่ เยอรมนี โปรตุเกส สเปน เดนมาร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์
ในสหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายของรัฐบาลกลางชื่อว่า Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crimes Prevention Act ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) พ.ศ.2552 (ค.ศ.2009) ซึ่งขยายความคุ้มครองจากเดิมคุ้มครองเฉพาะเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา และต้นกำเนิดของชาติ ให้เพิ่มการคุ้มครอง รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ เพศสภาพ และความพิการเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น หากผู้ก่อเหตุลงมือทำร้ายเหยื่อเพราะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ โทษที่ผู้กระทำผิดจะได้รับก็จะหนักขึ้น เนื่องจากมีมูลเหตุมาจาก ‘อคติ’
ประเทศไทยเคยมีความเคลื่อนไหวที่ผลักดันให้มีกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังเช่นกัน โดยรายงานของภาคประชาชนที่ยื่นให้คณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดรูปแบบการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW) ในปี 2559 เสนอให้มีกลไกตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศทำงานร่วมกับระบบยุติธรรม ที่ยอมรับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์โดยมีสาเหตุมาจากเรื่องเพศเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมจากความเกลียดชัง และเสนอให้พัฒนามาตรการลงโทษกับเยียวยาผู้เสียหาย รวมทั้งให้รัฐพัฒนาระบบการเก็บสถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเลสเบี้ยน ไบเซ็กส์ชวล และคนข้ามเพศ
ทั้งนี้ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการ CEDAW เผยแพร่เอกสารชื่อว่า Concluding observations on the eighth periodic report of Thailand ซึ่งกล่าวถึงความรุนแรงทางเพศในโลกออนไลน์และความรุนแรงที่เกิดจากเทคโนโลยี เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์, การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ยินยอม ทำให้เกิดการคุกคามตามมา การตัดต่อรูปภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ผู้เสียหายเกิดความอับอาย ขณะเดียวกันเอกสารฉบับดังกล่าวยังชี้ว่า นักเรียนและนักศึกษาข้ามเพศยังคงเผชิญกับความรุนแรงและการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ บางกรณีถึงขั้นทำให้ผู้เสียหายหลุดออกจากระบบการศึกษา
ในเอกสารฉบับเดียวกัน คณะกรรมการ CEDAW แนะนำให้ประเทศไทยแก้ไข พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศให้สอดคล้องกับอนุสัญญาของ CEDAW มากขึ้น เพื่อกฎหมายบังคับใช้โดยมองเห็นความเปราะบางที่มีความทับซ้อนกันหลายมิติ กล่าวคือ ผู้หญิงข้ามเพศหนึ่งคนอาจไม่ได้ถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะเป็นคนข้ามเพศอย่างเดียว แต่อาจจะถูกเลือกปฏิบัติทับซ้อนจากความยากจน การไร้เอกสาร ความเป็นชาติพันธุ์ ความพิการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังย้ำให้ไทยปรับปรุงระบบในการเก็บข้อมูลความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เพื่อไม้ให้ข้อมูลกระจัดกระจายจนมองไม่เห็นภาพรวมของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง
แต่ในระดับการเมืองยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมจากความเกลียดชังถูกพิจารณา ปัจจุบัน ประเทศไทยจึงยังไม่มีกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ยุยงให้เกิดความเกลียดชัง ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติบนฐานรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศโดยตรง แม้ว่าจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ยังคงขาดกฎหมายที่ใช้ติดตามลงโทษผู้ก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อ LGBTQ+ ส่งผลให้คดีที่มีแรงจูงใจมาจากอคติทางเพศมักพิจารณาเป็นคดีอาญาทั่วไป โดยไม่มีการเพิ่มโทษหรือบันทึกเป็นคดีที่เกิดจากความเกลียดชังแยกต่างหาก
ในวันที่ไทยไม่มีกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังทางเพศ
การเสียชีวิตของ ‘มีนา’ หญิงข้ามเพศซึ่งถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมโดยชายชาวจีนที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 เพียงเพราะเธอปฏิเสธที่จะร่วมรักกับอีกฝ่าย เป็นภาพสะท้อนความของความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อหญิงข้ามเพศและชุมชน LGBTQ+ และยังสะท้อนว่า LGBTQ+ ยังคงเป็นกลุ่มผู้เปราะบางต่อการถูกกระทำความรุนแรงในสังคมไทย ทั้งนี้ แม้คดีดังกล่าวควรต้องพิจารณาแรงจูงใจจากอคติต่อหญิงข้ามเพศ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง การตั้งข้อหาจึงจำกัดเฉพาะการลักทรัพย์และฆ่าผู้อื่นเท่านั้น
ที่สำคัญ และเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนนโยบายหรือกฎหมายเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางของสังคมคือความรุนแรงจากอคติที่ ‘ไม่ถูกมองเห็น’ เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้คดีต่อ LGBTQ+ ถูกพิจารณาแยกว่า คดีใดมีแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังหรือไม่ จึงไม่มีการเก็บสถิติอันจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงกฎหมายและทำนโยบายในระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับประเทศได้
ในวันนี้คำว่า ‘สวรรค์ของ LGBTQ+’ คงเป็นคำที่คนไทยพูดได้ไม่เต็มปาก หากข้อเท็จจริงที่ว่า ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในไทยยังคงมีอยู่
อาจมีหลายคนพูดขึ้นมาว่า การมีกฎหมายเพื่อคุ้มครอง LGBTQ+ เป็นการให้ ‘อภิสิทธิ์’ ที่เหนือกว่าเพศอื่นหรือไม่ อาจต้องพูดให้ชัดเพื่อความเข้าใจตรงกันว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิพิเศษกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการนำคดีที่มีผู้เสียหายไม่ใช่เฉพาะ LGBTQ+ เข้าสู่การพิจารณาโทษที่มองหาแรงจูงใจอื่นๆ ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การลักทรัพย์ การฆ่าคน และการทำร้าย แต่เพิ่มการมองหาความเกลียดชัง อคติ และการเลือกปฏิบัติเข้ามามีส่วนพิจารณา
มากกว่านั้น คงไม่มีใครอยากให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเหยื่อจากความเกลียดชังและต้องใช้กฎหมายนี้ในสักวันหนึ่ง
