ในยุคสมัยที่ริงโกะโตมา คือในยุค 90s ไม่มีใครรู้จักคำว่า “เลสเบียน” ด้วยซ้ำ พอเวลาพูดถึง “หญิงรักหญิง” ก็จะมีความคิดเกิดขึ้นสองอย่างในหัวผู้ฟัง
- มีแต่เกย์-กะเทยไม่ใช่เหรอ ผู้หญิงรักผู้หญิง มีด้วยเหรอ?
- อ้อ “ทอมกะดี้” ใช่ไหม?
แม้แต่คนที่เห็นว่ามีหญิงรักหญิงอยู่จริง ก็ยังมีมุมมองตีกรอบที่ว่า หญิงรักหญิง จะมีแค่ความสัมพันธ์แบบ “ทอมกับดี้” เท่านั้น และทอมกับดี้ในความคิดของคนเหล่านี้ก็จะจำกัดกรอบอยู่แต่ “ผู้มีเพศกำเนิดหญิง” เท่านั้น
นั่นแหล่ะค่ะ แนวคิดนี้ฝังหัวอยู่มาก
แม้แต่ในยุคปัจจุบัน
“อ้า เป็นกะเทยชอบผู้หญิงเหรอ แปลกดี เพราะคนที่ชอบผู้หญิงจะมีแต่ทอมไม่ใช่เหรอ” เมื่อไม่นานนี้ฉันก็ยังเจอคนที่พูดแบบนี้
คนไทยมักจะมองว่าสิทธิความหลากหลายทางเพศเป็นแค่เรื่อง “จะรักใครก็ได้” เท่านั้น แต่ชอบมองข้ามมิติเรื่องสำนึกทางเพศในแบบที่มีการยอมรับตัวตนของพวกเรา เห็นได้จากฝ่ายต่อต้านที่ไม่ยอมให้คนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าเพศสภาพตัวเองได้ด้วยวาทกรรทบูดๆ ทั้งหลาย (ไว้ฉันจะมาโต้แย้งวาทกรรมบูดๆ เหล่านี้ในวันหลัง คอยรับชม)
แม้แต่ในเรื่องความรัก สังคมไทยก็ยังชอบเอากรอบแบบ “คู่รักชายหญิง” มาสวมทับอยู่ดี เช่น จะต้องมีคนนึงที่มีความเป็นชาย อีกคนนึงมีความเป็นหญิง ต้องอยู่ในกรอบแบบนี้เท่านั้นถึงจะยอมรับได้หรือเข้าใจได้ คนนึงจะต้องเป็นฝ่ายรุก ส่วนอีกคนนึงจะต้องเป็นฝ่ายรับ หมกมุ่นกันอยู่แค่นี้
เรื่องนี้มันสร้างปัญหาตรงที่ว่า ผู้หญิงที่เป็นเลสเบียนก็ชอบผู้หญิงที่มีความเป็นหญิงเหมือนกันก็มี แล้วมันยังทำให้คนไม่เข้าใจว่า กะเทย หรือหญิงข้ามเพศก็รักผู้หญิงได้ ที่บางคนอาจจะเรียกตัวเองว่า Trans Lesbian หรือ ‘กะเทยเลสเบียน’ แล้วแต่ความสะดวกใจ
ปัญหาที่ตามมาอีกคือการตีตราจากสังคมเพราะความไม่เข้าใจ เพราะสังคมไทยมักจะไม่ได้มองผู้หญิงข้ามเพศว่าเป็นผู้หญิงตั้งแต่แรกแล้ว แต่มักจะมองว่าเป็นแค่ “เกย์สาวอัพเกรด” เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ว่าหญิงข้ามเพศกับเกย์ชายเป็นอัตลักษณ์เดียวกัน
ความเชื่อผิดๆ นี้ ก็ทำให้เกิดมุมมองที่มีอคติต่อผู้หญิงข้ามเพศที่รักผู้หญิง สร้างความกลัวที่ไม่มีอยู่จริงเอามากล่าวหาพวกเราต่างๆ นานา
เนื่องในวาระของ Lesbian Day of Visibility หรือ “วันแห่งการมองเห็นรับรู้ตัวตนเลสเบียน” ริงโกะจึงได้ชวน Trans Lesbian คนอื่นๆ มาพูดคุยด้วย พวกเธอคือ
- ตาล Trans Lesbian เป็นครูอิสระ นักกิจกรรมอิสระด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการต่อต้านการเลือกปฏิบัติในหลายด้าน
- ฟินเลย์ Transfeminine Nonbinary ที่เป็นเลสเบียน ทำงานออฟฟิศและทำงานศิลปะวาดรูปเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางเพศไปด้วย
- แพรว Trans Lesbian หญิงข้ามเพศรักหญิง อีกคนหนึ่ง
เราจะชวนพวกเธอมาแลกเปลี่ยนมุมมองกันว่าต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ในสังคมที่ยังคงอัตคัดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพวกเรา
ริงโกะขอเป็นคนเริ่มเปิดก่อน
อคติอย่างแรกที่พวกเรามักจะเจอเลยคือ คนมักจะไม่เข้าใจว่าเราจะข้ามเพศทำไม ในเมื่อเกิด “เป็นชาย” ที่ชอบผู้หญิงก็ดีอยู่แล้ว อันนี้ริงโกะขออนุญาตตอบก่อนว่า ความเป็นผู้หญิงคือสำนึกทางเพศค่ะ พวกเรารับรู้ตัวตนตัวเองว่าเป็นหญิง คือจิตใจเป็นหญิงนั่นแหล่ะ เลยข้ามเพศ ส่วนเรื่องจะชอบเพศไหนก็ไม่เห็นแปลก
ผู้หญิงโดยกำเนิด หรือ ในบทความนี้เราขอเรียกว่า “หญิงตรงเพศ” นะคะ
พวกเขาก็ชอบผู้หญิงได้ไม่เห็นแปลก แล้วทำไมหญิงข้ามเพศอย่างเราจะชอบผู้หญิงไม่ได้ล่ะ จริงไหม
เพราะ ความเป็นผู้หญิงข้ามเพศ = Gender Identity = อัตลักษณ์ทางเพศ
คนละอย่างกับ การรักผู้หญิง = Sexual Orientation = ความรู้สึกดึงดูดต่อเพศไหน
เพราะสังคมเข้าใจผิดแยกแยะไม่ออกในเรื่อง ‘มิติความหลากหลายทางเพศ’
ทำให้ทรานส์เลสเบียนหลายคนกว่าจะเข้าใจตัวเองได้ ถึงใช้เวลานานมาก
และต้องเผชิญความเจ็บปวดจากความไม่เข้าใจตัวเองอยู่ลึกๆ โดยตลอด
ริงโกะเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
คือ ตั้งแต่ริงโกะเป็นเด็กแล้ว เรารู้สึกว่ามีความรู้สึกขัดๆ ในใจหลายอย่างรู้สึกว่าเราไม่อินกับการ “เป็นผู้ชาย” หรือกับการปลูกฝัง “ความเป็นชาย” หลายๆ อย่างในสังคม แล้วที่เราโตมาก็ได้รับการปลูกฝังแล้วก็มีโรลโมเดลหรือแบบอย่างเป็นผู้หญิงตรงเพศด้วยซ้ำ หนึ่งในนั้นคือคุณป้าเราเอง เธอเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผลมาก จนกลายเป็นเราผูกโยง “ความเป็นหญิง” ไว้กับความมีเหตุผล แล้วไม่เคยเชื่อเวลาพวกผู้ชายกล่าวหาว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีเหตุผลเลย
ตอนเราโตมาก็สมัยมหาวิทยาลัย คือ ช่วงราว พ.ศ. 2546-2550 เราก็มีเพื่อนเป็นผู้หญิงตรงเพศส่วนใหญ่ ไม่ได้แบ่งแยกอะไรกัน โดยเฉพาะในชมรมวรรณศิลป์ มช. มีผู้หญิงตรงเพศตั้ง 95% ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะยังไม่ได้ข้ามเพศ แต่เราก็ได้เรียนรู้ความเป็นหญิงหลายรูปแบบมากๆ จากพวกเธอ
แต่คราวนี้ ริงโกะก็มีความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ มาตลอดนะ คิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรวะ ทำไมเป็นผู้ชายไม่ได้ ทำไมทำตามที่สังคมหล่อหลอมไม่ได้ จนกระทั่งมารู้ตัวเอาทีหลังว่าเราเป็นผู้หญิงข้ามเพศต่างหาก เพียงแค่เราเป็นหญิงข้ามเพศที่ไม่ได้รักผู้ชายเท่านั้นเอง เราเป็นหญิงข้ามเพศที่รักหญิง
เราเคยได้ยินกะเทยคนหนึ่งอ้างว่า “กะเทยก็ถูกหล่อหลอมมาแบบกะเทย ไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาแบบผู้หญิง” ซึ่งริงโกะก็อยากบอกว่า “พูดให้ตัวเองฟังไปคนเดียว เถอะค่ะ ไม่ใช่กะเทยทุกคนที่เป็นแบบคุณ” หลายๆ คนมี Role Model เป็นหญิงตรงเพศนั่นแหล่ะ กะเทยหรือหญิงข้ามเพศหลายคนก็มีแบบอย่างมาจาก ดาราหญิงบ้าง ผู้หญิงเท่ๆ ที่พวกเธอเห็นในหน้าสื่อบ้าง หรือ ผู้หญิงตรงเพศคนอื่นๆ ที่อาจจะเป็นคนใกล้ตัว
ตาลได้แชร์ให้เราฟังเหมือนกันว่า เธอเคยสงสัยในตัวเอง มองว่าการที่เธอเป็นทรานส์เลสเบียน มันเป็นสิ่งที่ผิดหรือเปล่า เหมือนสะท้อนว่าสังคมที่ไม่เข้าใจเรื่องเพศสภาพก็คอยกดให้ชาวทรานส์เลสเบียนเจ็บปวดในเรื่องนี้เสมอมา
“แต่ช่วงที่ผ่านมา เรามักได้ยิน ชายหญิง ชายรักชาย กะเทยรักผู้หญิง หญิงรักหญิงก็พอได้ยินบ้าง เราถามตัวเองมาตลอด ว่าเราเป็นหญิงข้ามเพศเรา มีสิทธิ์รักหญิงด้วยกันไหม” ตาลกล่าว
“เราจะมีสิทธิ์ไหม หญิงข้ามเพศคบหญิงรักหญิง ได้ไหม เพราะว่าสังคม มักเห็นทอมคบหญิง คนส่วนมากมักเข้าใจเช่นนั้น จนวันหนึ่งเราพบว่าเพศ การแสดงออก รสนิยมทางเพศ ต่างก็เป็นอิสระจากกัน เราเติบโตมาในครอบครัวครู สังคมของครู การเลี้ยงดูหรือการสอนจึงมักจะเป็นไปตามแบบแผน แต่เราก็เข้าใจตัวเองว่าหญิงรักหญิง หญิงข้ามเพศคบหญิง ไม่ผิดแปลกเลย ” ตาลกล่าว
สิ่งที่ตาลพูดถึง เรียกว่าหลักการ SOGIESC ซึ่งเป็นหลักการสากลในการทำความเข้าใจเรื่องมิติความหลากหลายทางเพศ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ [1][2] และองค์กรชั้นนำระดับโลกอื่นๆ
โดยมีการพูดถึงมิติเช่น
รสนิยมทางเพศ หรือความรักความดึงดูดในเพศไหน (SO)
กับ การที่เราเป็นเพศอะไร หรือ สำนักทางเพศอะไร (GI)
กับ การที่เราแสดงออกยังไง (E)
กับ การที่เรามีลักษณะสรีระทางเพศแบบไหน (SC)
มิติเหล่านี้ ต่างก็เป็นอิสระจากกัน
ไม่จำเป็นต้องผูกมัดว่าถ้าเป็นเพศนี้ต้องทำได้แบบนี้เท่านั้น
ฟินเลย์ บอกว่าตอนแรกเธอคลุกคลีอยู่กับวงการนอนไบนารีก่อน โดยเป็นกลุ่มเพื่อนออนไลน์ในต่างประเทศ ตอนนั้นเธอยังค่อนข้างแสดงออกแบบแมนๆ อยู่ ยังไม่ได้แสดงออกหญิงมากนัก เพียงแต่รู้ว่าไม่เคยมีความรู้สึกทางใจกับชายเลย แต่ต่อมาก็เข้าใจตัวเองว่าเป็น transfeminine หรือก็คือคนข้ามเพศที่มีสำนึกทางเพศเอียงไปในทางความเป็นหญิง แต่ก็ไม่ได้เป็นหญิงโดยทั้งหมด
ฟินเลย์ ออกตัวด้วยว่า เธอเป็นเลสเบียนที่มักจะรู้สึกดึงดูดชอบคนข้ามเพศด้วยกันเอง
สำหรับ แพรว บอกว่า สมัยก่อนก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเธอเป็นหญิงข้ามเพศที่รักหญิง เพิ่งมารู้ตอนสมัยที่มีโชเชียล ได้เข้าร่วมพบเจอกับกลุ่ม/องค์กรเกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQ+ พอได้ร่วมกิจกรรมด้วยบ่อยๆ ก็ทำให้เธอรู้ว่าเธอเป็นหญิงข้ามเพศรักหญิง
“เรามีความรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่เด็ก แต่ก็มีความชอบผู้หญิงด้วย สมัยก่อนยังไม่มีโซเชียล เราก็คิดว่าเราเป็นอะไรกันแน่ มีอาการทางจิตเปล่า สับสนในตัวเองเปล่า เราเครียดมาก คิดว่าทำไมมีความรู้สึกอยากเป็นผู้หญิง และยังชอบผู้หญิงอีก พอโตขึ้นก็เริ่มมีโซเชียล มีสังคม LGBTQ+ ทำให้ได้รู้จักคนที่เป็นแบบเราหลายคน ทำให้เราได้หาความรู้ หาคำตอบว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่เรียกว่าอะไร ซึ่งก็คือ Trans Lesbian คือผู้หญิงข้ามเพศที่ชอบผู้หญิง” แพรวกล่าว
แต่ปมปัญหาในสังคมที่มองทรานส์เลสเบียนแบบผิดๆ ก็ยังมีอยู่ เพราะภาพจำของสังคมคือผู้หญิงข้ามเพศจะต้องชอบผู้ชายเท่านั้น หรือ บางครั้งก็กล่าวหากับแบบผิดๆ เพราะคนๆ นั้นมีอคติกับคนข้ามเพศอยู่แล้ว
แพรว พูดถึงอคติในสังคมว่า “เคยเจอคนในสังคมมองว่าเราเป็นผู้หญิงข้ามเพศต้องชอบผู้ชายสิ ทำไมชอบผู้หญิง สับสนอะไรในตัวเอง แล้วก็มีคนอ้างว่าถ้าพวกเราเข้าห้องน้ำผู้หญิง จะไปทำอะไรไม่ดีกับผู้หญิงหรือเปล่า”
ซึ่งเรื่องนี้เป็นปมปัญหาที่เกิดแม้กระทั่งกับเลสเบียนที่เป็นหญิงตรงเพศ หรือ cis lesbian เคยมีเลสเบียนหญิงตรงเพศเล่าให้ริงโกะฟังว่าตอนเธอเปิดเผยตัวเองแล้วก็มีเพื่อนผู้หญิงกลัวๆ เธอเหมือนกัน ตอนนั้นเรื่องความหลากหลายทางเพศในไทยยังไม่เป็นที่รับรู้มาก มีบางคนมองว่าทำไมเธอ “ไม่เป็นทอม” ทำไมเธอยังดู “ออกหญิงๆ” บางคนก็กลัวว่าเธอจะมาทำมิดีมิร้ายกับเพื่อนหญิงด้วยกัน ทำท่ากระอักกระอ่วนเวลาเธอไปห้องน้ำด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง
ทั้งที่จริงๆ แล้ว การที่คนเราจะล่วงละเมิดทางเพศกันมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศของคนๆ นั้นเลย แต่มันขึ้นอยู่กับการเคารพใน consent หรือ การยินยอมพร้อมใจกันมากกว่า
สำหรับ ฟินเลย์ บอกว่าเจออคติอีกแบบหนึ่งคือ เรื่องที่เธออยากเทคฮอร์โมน แต่กลับถูกกดทับจากสังคมที่ไม่เข้าใจ เอาเธอไปเทียบกับ “ผู้ชายออกสาว” หรือพวก “พวกเกย์ออกสาว” ซึ่งเป็นคนละอัตลักษณ์กับทรานส์เฟมินีน แล้วคนในสังคมที่เข้าใจผิดก็มักจะอ้างว่าเธอ “เป็นตัวเองได้ ไม่ต้องเทคฮอร์โมนหรอก” ทั้งๆ ที่คนข้ามเพศ กับ นอนไบนารี บางส่วน จะมีภาวะคับข้องใจในเพศสภาพ หรือ gender dysphoria ซึ่งต้องอาศัยการข้ามเพศด้วยฮอร์โมนหรือวิธีการข้ามเพศทางกายภาพอื่นๆ เข้ามาช่วย
นอกจากนี้มันยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่เข้าใจ SOGIESC ตีขลุมว่ากะเทยกลุ่มที่เป็นหญิงข้ามเพศ ทรานส์เฟมินีน กับ กะเทยกลุ่มที่เป็น ‘เก้ง’ หรือ เกย์ชายออกสาว เป็นกลุ่มๆ เดียวกัน
ทั้งๆ ที่การเป็นเกย์มันคือ “รสนิยมทางเพศ” การออกสาว เป็น “การแสดงออก”
ไม่ใช่ “สำนึกทางเพศ” ในทางตรงกันข้าม หญิงข้ามเพศ กับ ทรานส์เฟมินีน คือ “สำนึกทางเพศ” ซึ่งหญิงข้ามเพศ กับทรานส์เฟมินีน จะมี “การแสดงออก” หรือ “รสนิยมทางเพศ” แบบใดก็ได้ นั่นหมายความว่าถ้าพวกเธอรักหญิง ก็นับเป็นหญิงรักหญิงคนนึงนี่แหล่ะ
น่าเศร้าที่เรื่องความเข้าใจผิดที่กดทับ การไม่ยอมรับตัวตนของพวกเรา ก็ยังมีอยู่แม้แต่ในสังคมผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยกันเอง
ตาล สะท้อนให้เราฟังว่า เธอพยายามบอกกับคนในชุมชน LGBTQ+ ด้วยกันว่าเธอเป็นหญิงข้ามเพศ แต่เธอก็เป็นหญิงรักหญิงนะ แต่บางคนก็ทัดทานว่า “กะเทยต้องชอบผู้ชายเท่านั้น” ซึ่งตาลมองว่าความคิดแบบนี้ออกจะแปลก เพราะจริงๆ แล้ว รสนิยมทางเพศ สำนึกทางเพศ และการแสดงออกทางเพศ มันเป็นอิสระและไม่ต้องยึดโยงกัน
ตาลบอกว่า มีกะเทยบางคนถึงขั้นกล่าวอ้างว่า การที่เธอชอบผู้หญิงนั้น มันทำให้
“เสื่อมเสียสถาบันกะเทย”
“เราก็ตอบกลับไปว่า สถาบันนั้นอยู่แห่งใดเราจะไปยื่นหนังสือ” ตาลกล่าว
แพรว บอกว่าประสบการณ์กับกลุ่ม LGBTQ+ สำหรับเธอออกไปในทางดี คือปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นผู้หญิงคนนึง มีความเข้าใจในอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศของเธอโดยไม่รังเกียจ อีกทั้งยังคอยให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้เธอไม่รู้สึกมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ กับวงการ
ขณะที่ ฟินเลย์ สะท้อนว่า ในวงการ LGBTQ+ หลายคนยังยึดติดกับ cisnormative กับ heteronormative จนมีวาทะแบ่ง “รุกกับรับ” “บุกหรือรับ” “ผัวหรือเมีย” แม้กระทั่งกับคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งโดยส่วนตัวฟินเลย์มองว่าแปลก
ริงโกะขออธิบายศัพท์สักเล็กน้อย คือคำว่า Cisnormative หมายถึง มุมมองที่ว่าการเป็นคนตรงเพศ (Cisgender) หรือผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศสอดคล้องกับเพศกำเนิด เป็นเรื่อง “ปกติ” “มาตรฐาน” หรือ “ค่าเริ่มต้นของคนเรา” แนวคิดนี้มักทำให้คนข้ามเพศ (Transgender) กับ นอนไบนารี (์Nonbinary) ถูกมองเป็นเรื่องแปลกหรือถูกมองข้ามไป
ส่วน Heteronormative มีความหมายคล้ายกัน คือการมองว่า ชายรักหญิง หญิงรักชาย (Heterosexual) คือ สิ่งที่เป็น “ปกติและมาตรฐานของสังคม” กลายเป็นการผลักไสให้คนรักเพศเดียวกัน (Homosexual) หรือคนรักเพศหลากหลายอื่นๆ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่แปลกแยกออกไป
ฟินเลย์ บอกอีกว่าบางทีก็มีปัญหาในระดับเกลียดกลัวคนข้ามเพศเกิดขึ้นในวงการ fandom ของหญิงรักหญิง เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยทักท้วงเรื่องละคร sapphic ที่นำเสนอภาพผู้หญิงข้ามเพศแบบผิดๆ แต่กลับมีผู้โต้ตอบเธอด้วยความรุนแรงถึงขนาดล่าแม่มดและกระทำการล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์เลยก็มี
“แล้วที่เลวร้ายกว่าคือคนข้ามเพศกันเองในเคสนั้น มีทำตัวเหยียดกันเอง ทำตัวเหมือนเป็นไก่ปกป้องร้านไก่ทอด จนเราเรียกว่า Pick Me Trans ก็ยังมี” ฟินเลย์กล่าว
คำว่า Pick-Me หมายถึงคนที่มีอัตลักษณ์แบบเดียวกับคนในชุมชน แต่ทำตัวเสนอหน้าเลียแข้งเลียขากลุ่มที่มีอภิสิทธิมากกว่าพวกเขา แสดงตัวให้ผู้มีอภิสิทธิมองว่าเป็นคนที่ “ดีกว่า” “น่าปรารถนากว่า” คนอื่นๆ ในชุมชน จนยอมเอาวาทกรรมกดขี่จากฝ่ายผู้มีอภิสิทธิมาทำร้ายคนในชุมชนเดียวกันเองได้
เรื่องนี้ริงโกะเองก็มีตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ จาก “เกย์สาว” คนหนึ่งที่เหยียดผู้หญิงข้ามเพศด้วยการอ้าง “มดลูก” เขาทำตัวเหมือนจะดิ้นรนทุกอย่างเพื่อให้สังคมยอมรับ LGBTQ+ แต่พร้อมที่จะโยนกลุ่มคนที่เปราะบางกว่าอย่างคนข้ามเพศออกจากขบวน (สำนวนอังกฤษจะเรียกว่า “throwing people under the bus”)
มันสะท้อนว่าแม้แต่ในสังคม LGBTQ+ ของไทยโดยเฉพาะสังคมที่เกย์ชายเป็นใหญ่ มันก็ยังเอาค่านิยมล้าหลังหรือวัฒนธรรมบูดๆ แบบของไทยมาครอบงำ กดทับ กลุ่มคนที่มีพาวเวอร์น้อยกว่าอยู่ดี (เช่น ชายหญิงตรงเพศ cisgender ที่รักเพศเดียวกัน กดทับคนข้ามเพศ transgender)
โดยส่วนตัวเรามีประสบการณ์ที่ดีกับกลุ่มเลสเบียนมากกว่า อย่างน้อยก็มีเพื่อนผู้หญิงหญิงตรงเพศหลายคนที่เข้าใจและไม่รังเกียจเรา แต่บางทีก็มีปัญหาเรื่องการใช้อคติกดทับแบบละมุนละม่อม แบบที่เรียกว่า microaggression เกิดขึ้นบ้าง คือยังมีอำนาจที่ไม่เท่าเทียมแฝงอยู่ แล้วบางกลุ่มก็อาจจะยังมีการแบ่งแยกคนตามเพศกำเนิด แต่ส่วนมากที่เราเจอก็จะเปิดรับและเป็นมิตรกับเรา เทียบกับกลุ่มเกย์ชายแล้วเรายังรู้สึกว่ากลุ่มหญิงรักหญิงหลายกลุ่มชวนให้สบายใจมากกว่า แล้วก็ไม่ปิดกั้นเสียงของเราด้วย
พอพูดถึงการปิดกั้นเสียงแล้ว ริงโกะก็นึกได้ ว่าในเมืองไทยมันมีวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่มีปัญหากับหญิงข้ามเพศ คือการ objectify หรือ ทำให้พวกเราเป็นเสมือนวัตถุเท่านั้น มองข้ามมิติความเป็นคนของเราไป ทำให้เราไม่มีปากเสียงเป็นของตัวเอง
หญิงข้ามเพศอย่างเราจะถูกคาดหวังว่าถ้าไม่เป็นสัตว์ประหลาดอันแสนตลก ก็ต้องเป็นนางงามไปเลย คนถึงจะให้คุณค่าขึ้นมาบ้าง แล้วขนาดว่ามีนางงามทิฟฟานีพูดแสดงความคิดเห็นของตัวเองเพื่อเรียกร้องสิทธิเรื่องกฎหมายรับรองคำนำหน้า สังคมก็ยังไม่ฟังเธอเลย เพราะสังคม(เกย์)ชายเป็นใหญ่คงเห็นเธอเป็นแค่วัตถุไม้ประดับที่ไม่ควรมีปากเสียงของตัวเองกระมัง
เรื่องนี้ทำให้เรามองว่าหญิงข้ามเพศโดนกระทำอะไรในแบบเดียวกับหญิงตรงเพศเลยในเรื่องการ objectify และการไม่ยอมรับฟัง แล้วก็โดนแบบคูณสองด้วย เพราะ โดนกีดกันในแง่ของทั้งความเป็นหญิง และทั้งในแง้ของความเป็นทรานส์ และถ้าเป็นทรานส์เลสเบียนอย่างพวกเราก็คูณสามไปอีก คือถูกตั้งแง่ในเรื่องความเป็นหญิงรักหญิงด้วย
คือ สังคมไทยจะชอบเข้าใจผิดว่าหญิงข้ามเพศเป็น “เกย์สาวอัพเกรด” ซึ่งเป็นมุมมอง LGBTQ+ แบบหัวโบราณ ใช้กับโลกปัจจุบันที่มีหลักการ SOGIESC ไม่ได้ หญิงข้ามเพศทุกคนก็คือผู้หญิงค่ะ ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าคุณจะนิยามตัวเองเป็นอย่างอื่นคุณก็เป็นเพศอื่นไป แต่หญิงข้ามเพศที่รักชายก็มี หญิงข้ามเพศที่รักหญิงก็มี หญิงข้ามเพศที่รักได้หลายเพศหรือทุกเพศก็มี
ยินดีต้อนรับสู่โลกที่มุมมองเรื่องเพศกว้างขึ้นแล้วค่ะ แต่ถ้าคุณยังอยากจะขังตัวเองอยู่ในกะลาเดิมๆ อยู่ ฉันก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้
ผู้ร่วมให้สัมภาษณ์ : ตาล, ฟินเลย์, แพรว
ผู้เขียน : ริงโกะ มิโมซา
[2]
