ทำไมการขัดขวางผู้มีเชื้อ HIV ไม่ให้เป็นตำรวจ จึงเข้าข่าย ‘ขัด’ ต่อรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

.

“ผู้มีเชื้อเอชไอวีเป็นตำรวจได้ไหม” กลายมาเป็นคำถามถกเถียงกันอีกครั้ง หลังจากวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้มีถอดการติดเชื้อเอชไอวีออกจาก ‘ลักษณะต้องห้าม’ ในการรับราชการตำรวจ เนื่องจากมองว่าเป็นระเบียบที่ล้าหลัง สร้างอคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ

.

ทั้งนี้ นอกเหนือจากความล้าหลัง อีกเหตุผลของการเรียกร้องคือการที่ระเบียบของ ก.ตร.อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นคือ ‘รัฐธรรมนูญ’ 

.

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ต้องบอกว่า กฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ว่าด้วยคุณสมับติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 เกิดขึ้นมาจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ที่ได้รับอำนาจมาจากพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ให้สามารถออกระเบียบต่างๆ ผ่านมาตรา 32 (4) และมาตรา 77 ที่กำหนดให้ ก.ตร.มีอำนาจออกกฎเพื่อกำหนดเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นตำรวจ ซึ่งรวมถึงการกำหนด ‘ลักษณะต้องห้าม’ เช่น โรคติดต่อ หรือสภาพร่างกาย 

.

และด้วยอำนาจนี้เอง ก.ตร.จึงกำหนดให้เอดส์และการติดเชื้อเอชไอวีเป็นหนึ่งในลักษณะต้องห้ามด้วยตาม รายชื่อโรคข้อที่ 11.8.5 ของบัญชีรายชื่อโรคและอาการแนบท้ายของ กฎ ก.ตร.

.

ทั้งนี้ แม้ว่า พรบ.ตำรวจแห่งชาติ จะให้อำนาจกับ ก.ตร.ในการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ ทว่า ประเทศไทยมีลำดับชั้นกฎหมายอยู่ ซึ่งกฎหมายสูงสุดของประเทศก็คือ ‘รัฐธรรมนูญ’ ที่มีกฎเหล็กว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันบังคับใช้มิได้” 

.

และเมื่อมองลึกลงไปในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตรา 27 ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ทั้งยังระบุว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งสภาพทางกายหรือสุขภาพจะกระทำมิได้ ดังนั้น การที่ ก.ตร.กำหนดให้การติดเชื้อเอชไอวีเป็นลักษณะต้องห้าม โดยไม่ดูสภาพร่างกายจริงของผู้สมัครจึงอาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติจากสถานะทางสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อกีดกันสิทธิที่คนหนึ่งคนควรได้รับอย่างการประกอบอาชีพ 

.

แน่นอนว่า กฎหมายในประเทศไทยนั้นมี ‘ลำดับขั้น’ ในตัวมันเอง และรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ในขณะที่กฎ ก.ตร.เป็นเพียงกฎหมายลำดับรองเท่านั้น ดังนั้นหากยึดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ว่า กฎหมายใดจะขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ได้ ก็อาจส่งผลให้ระเบียบของ ก.ตร.ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

.

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยการกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจนสามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้ไวรัสมีปริมาณน้อยลงมากในกระแสเลือดจน ‘ตรวจไม่พบ’ โดยเครื่องมือหาเชื้อแบบมาตรฐาน ระบบคุ้มกันจะค่อยๆ ฟื้นตัวมาอยู่ในระดับเดียวกันกับคนปกติ ที่สำคัญ เมื่อปริมาณของเชื้อในกระแสเลือดมีปริมาณน้อยมากจนตรวจไม่พบ เชื้อก็จะไม่สามารถส่งต่อหรือแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ โดยสามารถมีเพศสัมพันธ์และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

.

เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย จึงเรียกร้องให้ ก.ตร. แก้ไขกฎ ก.ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ เพื่อคืนสิทธิ์รับราชการตำรวจให้แก่ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่ผ่านการรักษาแล้ว ยกเลิกการบังคับตรวจหาเชื้อเอชไอวีในผู้สมัคร และรับปรับเปลี่ยนทัศนคติภายในองค์กรตำรวจให้ยอมรับความเป็น ‘วิทยาศาสตร์การแพทย์’ แทน

.

อ้างอิง

[1] https://www.royalthaipolice.go.th/laws.php

[2] https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF 

[3] https://www.facebook.com/TNPplus/posts/pfbid0Tr6MWfnuYSTK86fhXLKZ3EtxGpWrAjtBpZzgjBLDXKejwc4iFq9hDggYPhuggFx2l 

About The Author

Translate »