สภากาชาดกับการจัดให้เพศสัมพันธ์ชาย-ชาย คือ ‘ความเสี่ยง’ โรคทางเพศ แม้ยังไม่ได้ตรวจ
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) โดยเฉพาะผู้มีรสนิยมเพศสัมพันธ์กับเพศกำเนิดชายด้วยกันจะ ‘ไม่มีสิทธิ์’ มีส่วนร่วมในฐานะของพลเมืองในการบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย ภายหลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) ซึ่งถือเป็นการ ‘ไฟเขียว’ ให้หน่วยงานดังกล่าวใช้แบบคัดกรองโลหิตที่ไม่อนุญาตให้ผู้มีเพศสัมพันธ์ชาย-ชายบริจาคโลหิตต่อไป รวมถึงให้ความชอบธรรมกับการตัดสิทธิ์บริจาคเลือดตลอดชีวิตของผู้ที่ ‘ถูกจัด’ ให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้จะไม่ได้ตรวจเลือดคัดกรองพวกเขาเพื่อยืนยันความเสี่ยงก็ตาม
.
มองอย่างผิวเผิน หลายคนอาจจะมองว่าคำวินิจฉัยนี้ ‘เป็นคุณ’ ต่อชุมชน LGBTQIAN+ มากกว่าจะเป็นโทษ แต่หากมองให้ลึก คำวินิจฉัยดังกล่าวที่เด็ดขาดย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิของชุมชน LGBTQIAN+ มุมมองต่อรสนิยมทางเพศ และการกระตุ้นความเกลียดกลัวทางเพศให้กลับมาอีกครั้ง
.
- สิทธิที่สาบสูญ
.
คำตัดสินของศาลปกครองกลางกับการเพิกถอนคำร้องของคณะกรรมการ วลพ.นั้น คือการลบล้างว่า พฤติกรรมของสภากาชาด ทั้งการใช้แบบคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงที่หากผู้ตอบระบุว่ามีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายคือผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี และห้ามไม่ให้ผู้มีเพศสัมพันธ์ลักษณะนี้เข้าบริจาคเลือดว่า ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ กลับกัน ย่อมเป็นการ ‘ไฟเขียว’ ให้สภากาชาดดำเนินการตามเดิมต่อไป
.
เมื่อคำตัดสินของศาลถือเป็นอันสิ้นสุด แสดงว่า นับแต่นี้ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย ไม่สามารถเข้ารับการบริจาคเลือดได้อีกต่อไป จนกว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ต้องขึ้นสู่ศาลและมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น
.
อย่างไรก็ตาม มาตรา 27 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ดังนั้น คำวินิจฉัยที่เปิดทางให้นำไปสู่การปฏิเสธการรับเลือดของผู้มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายจึงถือเป็นข้อยกเว้นของสภากาชาดรวมไปถึงศาลปกครองผู้วินิจฉัย
.
สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงบรรทัดฐานใหม่ที่จะยิ่งทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอัตลักษณ์เกย์ เควียร์ ทรานส์ ฯลฯ ที่มีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชายห่างไกลการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น แต่ยังนับเป็นการตัด ‘สิทธิ’ บางประการ อันเป็นสิทธิพึงมีในฐานะพลเมืองของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
.
- ความล้าหลังของแบบคัดกรองสู่การเหมารวม
.
โดยปกติแล้ว ประชาชนที่ต้องการบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทยต้องกรอกใบสมัครเพื่อให้หน่วยงานคัดกรองเป็นด่านแรก ซึ่งสำหรับผู้มีเพศกำเนิดชายจะถูกถามในใบสมัครในหัวข้อ ‘ประวัติด้านเพศสัมพันธ์’ ว่า เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายหรือไม่
.
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ที่ตอบว่า ‘มีเพศสัมพันธ์กับเพศชาย’ จะผ่านเข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์กับแพทย์เพื่อสแกนความเสี่ยงในการบริจาคโลหิต แต่ผลลัพธ์ที่ตายตัวคือการไม่รับเลือดของผู้บริจาคคนดังกล่าว
.
ไม่เพียงเท่านั้น สภากาชาดไทยอาจจัดให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยออกบัตรประจำตัวชั่วคราวสำหรับผู้บริจาคโลหิต ที่ให้เฉพาะผู้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีเชื้อเอชไอวีในโลหิต ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน
.
การกระทำลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตเสียสิทธิ์เข้าบริจาคไปตลอดชีวิต แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่อาจถูกตีตราว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงในระยะยาว รวมไปถึงการ ‘ปิดประตู’ ใส่ผู้ที่มีรสนิยมทางเพศแบบชาย-ชาย ที่จะถูกเหมารวมทั้งหมดว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ จากการถูกปฏิเสธไม่ให้บริจาคเลือดกับสภากาชาดไทย
.
- ปลุกผี ‘Homophobia’
.
“ไม่มีใครอยากรับเลือดพวกรักเพศเดียวกันหรอก”
“กินแกงเหลืองจนสำรอก”
“ชอบ Yedtood ไม่ใส่ถุง”
.
นี่ไม่ใช่ความคิดเห็นที่ถูกโพสต์เอาไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่เป็นความคิดเห็นที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อคำวินิจฉัยของศาลปกครองถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อความที่ล้วนแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า ‘เห็นด้วย’ กับคำตัดสินของศาล เพียงแต่ไม่แสดงออกโดยตรงผ่านการพิมพ์ข้อความว่าเห็นด้วย หากแต่ใช้ข้อความเหยียดหยันรสนิยมทางเพศแบบชาย-ชายแทน
.
การแสดงออกผ่านทัศนคติเชิงลบดังกล่าว เป็นหนึ่งในการแสดงออกของ ผู้เกลียดกลัวรสนิยมรักเพศเดียวกัน (Homophobia) โดยคนกลุ่มนี้จะมีการแสดงออกถึงความเกลียดกลัวด้วยการแสดงความคิดเห็นดูถูก เหยียดหยาม การเลือกปฏิบัติ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย และฆาตกรรม ซึ่งเรียกโดยรวมว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime)
.
ทั้งนี้ แม้รัฐสภาจะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่คืนสิทธิการเป็นคู่รักให้กับ LGBTQIAN+ ของไทยแล้ว แต่ยังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองพวกเขาจากอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง ที่สำคัญ แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองก็ยังไม่สามารถขจัดการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังได้อย่างหมดจด
.
ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีกฎหมาย Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crimes Prevention Act ซึ่งคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศจากอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังมาตั้งแต่ปี 2009 แต่ในปี 2022 งานวิจัย Hate Crimes Against LGBT People โดยสถาบันวิลเลียมส์ (Williams Institute) ระบุว่า จากข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติระหว่างปี 2017-2019 ยังคงสะท้อนว่า LGBTQIAN+ มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังมากกว่าบุคคลตรงเพศถึง 9 เท่า
.
และนอกจากผลกระทบต่อสภาพจิตใจของ LGBTQIAN+ แล้ว GLAAD องค์กรไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า วาทกรรมเกลียดชังต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศอาจนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งการออกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ กระตุ้นให้เกิดการคุกคาม การทำร้ายร่างกายและการกราดยิงบนโลกจริง เนื่องจากการใช้วาทกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างศัตรูร่วมกันบนออนไลน์ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเกิดความโกรธแค้นและมอง LGBTQIAN+ ไม่ใช่มนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
.
ซึ่งแน่นอนว่า การสื่อสารของสภากาชาดรวมไปถึงคำตัดสินของศาลปกครองกลางต่อกรณีไม่รับเลือดผู้มีเพศสัมพันธ์แบบชาย-ชายจนนำมาสู่การแสดงความคิดเห็นเกลียดกลัวทางเพศแบบโจ๋งครึ่มในสถานการณ์ที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศยังคงเปราะบางจากอาชญากรรมเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าห่วง
.
- ผลกระทบต่อสภากาชาดเอง
.
ในขณะที่หลายประเทศมีการ ‘เปิดรับ’ โลหิตจากผู้มีเพศสัมพันธ์แบบชาย-ชาย เช่น ประเทศออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ที่ให้ผู้บริจาคงดเว้นการบริจาค 6-8 เดือน หรือสหรัฐฯ และอังกฤษที่ประกาศให้บริจาคได้โดยเว้นช่วงการมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือนขึ้นไป รวมถึงไต้หวันที่กำหนดให้เว้นการมีเพศสัมพันธ์ 5 ปีขึ้นไปจึงบริจาคได้
.
ไม่เพียงแต่คนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่สภากาชาดไทยในฐานะผู้จัดหาโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการปฏิเสธรับบริจาคโลหิตจากผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แบบชายกับชาย
.
จากประวัติการขอรับบริจาคโลหิตโดยสภากาชาดไทยระหว่างปี 2564-2568 พบว่า มีการประกาศขอรับบริจาคเพิ่มเกือบทุกปี และในบางครั้งมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เลือดคงคลังกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลน, เข้าขั้นวิกฤติ ไปจนถึงหมดคลัง (เช่นในปี 2564 และปี 2567)
.
สถานการณ์เช่นนี้แทนที่จะตัดสิทธิผู้บริจาคกลุ่มหนึ่งออกไป สภากาชาดไทยอาจต้องคิดทบทวนว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความมั่นคงของคลังเลือด ขณะเดียวกันก็เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้รับบริจาคโลหิตไปในคราวเดียว ที่สำคัญคือ การคัดกรองความเสี่ยงด้วยใบสมัครแบบเดิมที่ตัดสิทธิ์ผู้บริจาคด้วยรสนิยมทางเพศอาจต้องเปลี่ยนเป็นการคิดจากฐาน ‘พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ’ ของผู้เข้ารับบริจาคทุกคนแทน
.
อ้างอิง
–https://williamsinstitute.law.ucla.edu/publications/hate-crimes-against-lgbt-people/
–https://www.justice.gov/crt/matthew-shepard-and-james-byrd-jr-hate-crimes-prevention-act-2009-0
–https://glaad.org/smsi/anti-lgbtq-online-hate-speech-disinformation-guide/
–https://www.constitutionalcourt.or.th/th/occ_web/
–https://www.thairath.co.th/news/society/2177395
–https://redcross.or.th/news/information/14252/
–https://www.ilaw.or.th/articles/55060
.
#YoungPrideClub #RedCross #สภากาชาดไทย #LGBTQIAN+ #บริจาคเลือด #บริจาคโลหิต #เกย์ #เลือกปฏิบัติ
