“เพราะคุณผมสั้น คุณต้องเป็นเฟมินิสต์แน่ๆ ผมเป็นพวกคลั่งใคล้ความเป็นชาย และผมคิดว่าพวกเฟมินิสต์สมควรตาย”
นี่เป็นบางส่วนจากคำรายงานของชายคนหนึ่งซึ่งถูกบันทึกโดยตำรวจของเมืองจินจู จังหวัดจุดเกิดเหตุคนร้ายชายทำร้ายหญิงสาวในร้านสะดวกซื้อช่วงกลางดึก เหยื่อคือพนักงานหญิงของร้าน เธอกำลังทำหน้าที่ของเธอในช่วงกลางดึกยากที่จะหยั่งรู้ว่าภัยร้ายจะกรุยกรายเข้ามาหาเธอเพียงเพราะเธอ ‘ไว้ผมสั้น’
แม้ว่าในรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะระบุว่า ชายวัย 20 ปีผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายจะตกอยู่ในสภาวะมึนเมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทั้งยังเคยมีประวัติเข้ารับการรักษาอาการจิตเภท แต่ก็ไม่สามารถลดทอนแรงจูงใจในการก่อเหตุที่อุกอาจครั้งนี้ว่า ผู้ชายเกาหลี ‘เกลียดเฟมินิสต์’ หรือ ‘แอนไทเฟม’ ที่เราเรียกกันติดปาก
‘ผู้หญิง’ ในสังคมของเกาหลีใต้ยังคงเป็นรองในแทบทุกด้าน สถิติความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศเอาเฉพาะชายหญิงต่างกันลิบลับ การเลือกปฏิบัติระหว่างทางเพศมีให้เห็นทั่วไปในสังคมเกาหลี ชายหญิงรับค่าจ้างไม่เท่ากัน มีโอกาสก้าวหน้าในสายงานต่ำกว่าผู้ชาย แม้จะมีขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคมในเกาหลีใต้อยู่บ้าง แต่อคติความเป็นชายก็เข้มข้นเกินกว่าที่จะขจัดภายใน 10-20 ปี หนำซ้ำมันยังเติมไฟความเกลียดชัง ‘เฟมินิสต์’ เพิ่มขึ้น
ความเกลียดชังเฟมินิสต์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเกาหลีใต้
ย้อนกลับไปในปี 2561 ผู้หญิงเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งปลดแอกตัวเองผ่านแคมเปญ ‘Escape the Corset’ หรือ ‘การหนีออกจากบ่วง’ เรียกร้องให้ผู้หญิงเลิกยึดติดกับ K-Beauty (ความงามแบบเกาหลีใต้) ที่กำลังกัดกินอิสระบนเนื้อตัวร่างกาย ผู้หญิงในแคมเปญนี้หลายคนเลือกที่จะวางแปรงแต่งหน้าและออกมาสัมผัสอากาศโดยไร้รองพื้นและขนตาปลอม บางส่วนตัดผมสั้นเบือนคติที่ผู้หญิงต้องไว้ผมยาว
K-Beauty (ความงามแบบเกาหลีใต้) ถูกกล่อมเกลาอุตสาหกรรมความงาม และอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ตั้งแต่เยาวัยผู้หญิงของเกาหลีใต้จะถูกกรูมมิ่งโดยสื่อโทรทัศน์ โฆษณาที่กล่อมว่าผู้หญิงต้องผอมเพรียว ผิวขาวซีด และใบหน้ารูปไข่ ถูกนำเสนอซ้ำผ่านหน้าจอโทรทัศน์ กลายเป็นภาพความสมบูรณ์ของผู้หญิงเกาหลีใต้ นั่นจึงเป็นการผลักผู้หญิงที่มีรูปลักษณ์ไม่ตรงตามอุดมคติเป็นคนชายขอบ และสร้างความเข้าใจแบบผิดๆ ว่าพวกเธอจำต้องพยายามเป็นหญิงตามอุดมคติให้ได้
อุตสาหกรรมความงามในเกาหลีใต้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Statista เว็บไซต์ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ขากเยอรมนี รายงานว่าอุตสาหกรรมความงามของเกาหลี(Beauty & Personal Care) มีมูลค่ากว่า 14 พันล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 4.9 แสนล้านบาทในปี 2566 และมีแนวโน้มจะเพิ่มมูลค่าเป็น 16.32 พันล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 5.6 แสนล้านบาทในปี 2571 ตัวเลขนี้สะท้อนความสำเร็จทางการตลาดของอุตสาหกรรมความงามในเกาหลีใต้ การทำซ้ำของโฆษณาได้สร้างค่านิยมความงามแบบเกาหลีใต้ให้กับผู้หญิงทั่วประเทศเดินรอยตาม จากการสำรวจความคิดของคนเกาหลีใต้ที่กำลังหางานในปี 2560 พบว่ากว่า 88% มองว่ารูปลักษณ์เป็นปัจจัยหลักในการหางานทำ และครึ่งหนึ่งของผู้ที่ร่วมสำรวจบอกว่าเขากำลังคิดจะทำศัลยกรรมเพื่อกรุยทางเข้าทำงานกับบริษัท
K-Beauty ยังส่งผลต่อผู้หญิงในระบบการศึกษา และในที่ทำงาน ผู้หญิงบางคนถูกทักทายด้วยคำพูดๆไม่พึงประสงค์ เช่น ทำไมหน้าซีด ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยล่ะ คำถามมากมายเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงเพราะผู้หญิงไม่แต่งหน้า ส่งผลให้ผู้หญิงบางส่วนรู้สึกเกลียดชังในความเป็นตัวเองและหันหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมความงาม
จอน โบรา สมาชิกขององค์กรเฟมินิสต์แฮอิลหนึ่งในผู้เข้าร่วมแคมเปญ ‘Escape the Corset’ อธิบายปัญหาความเข้ามข้นของ K-Baeuty ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NPR ว่า โฆษณา ความบันเทิงและสื่อของเกาหลีใต้เน้นส่งเสริมรูปลักษณ์ของผู้หญิง ที่มีผิวลายคราม ผมยาวสลวย แต่งหน้าหนา ใส่ชุดรัดรูปเข้าทรง และใส่คอนแทคเลนส์ให้ตาโตเพื่อกระตุ้นความนิยมในอุตสาหกรรมความงาม
โบรา ระบุเพิ่มเติมว่า เธอถูกกดดันให้ต้องแต่งหน้าจากสังคมในโรงเรียน เพื่อนๆ เริ่มแสดงความเห็นและตั้งคำถามกับการไม่แต่งหน้ามาเรียนของเธอ
“ทำไมไม่ดูแลตัวเองอะ”
“ให้เราสอนเอาป้ะ”
การไม่แต่งหน้าของเธอกลายเป็นคำถามหลัก แต่สำหรับ จอน โบรา สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การแต่งหน้า เธอเป็นนักกีฬายูโดประจำโรงเรียน และต้องโฟกัสกับการฝึกซ้อมเหนือสิ่งอื่นใด ทว่า การตั้งคำถามกับรูปลักษณ์ เสื้อผ้าโอเวอร์ไซส์ และหน้าสดของเธอก็สร้างแรงกดดันในใจผู้หญิงคนนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
Lina Bae ยูทูเบอร์ชาวเกาหลีใต้หนึ่งในผู้ร่วมแคมเปญดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าจากเดิมที่เป็นยูทูเบอร์สะบัดแปรง เธอเลือกหักดิบโดยการใช้เริ่มลอกขนตาปลอมจากเปลือกตาและใช้สำลีชุบคลีนซิ่งเช็ดลิปสติกสีแดงเชอร์รี่บนปากของเธอแทน หากเรามองข้ามการทำแคมเปญของเธอนี่เป็นคงเป็นเพียงกิจวัตปกติ ที่การแต่งหน้าไม่ว่าจะใครก็ตามเมื่อถึงเวลาก็จำเป็นต้องเช็ดออกอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับชาวเกาหลีใต้ที่กำลังชม Lina Bae ผ่านไลฟ์ในวันนั้น หลังจากการเข้าชมคลิปมากว่า 5 ล้านคน เธอบอกกับ BBC ว่าเธอถูกติดตามและขู่ฆ่าในเวลาเดียวกัน เป็นตัวชี้วัดความอันตรายว่าหากคุณไม่ได้งามตามอุดมคติแบบเกาหลีใต้ (ที่ผู้หญิงต้องแต่งหน้า ผมยาว ผิวขาวดุจหิมะ) เพียงเสี้ยววินาทีก็อาจทำให้คุณอาจต้องตั้งรับแรงต้านมหาศาลถึงขั้น ‘หมายจะเอาชีวิต’ จากกลุ่มแอนไทเฟมในเกาหลีใต้
การเกลียดกลัวหญิงไม่ตรงอุดมคติของเกาหลีใต้ ยังอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักกีฬาธนูโอลิมปิก อัน ซาน (An San)ในปี 2564 แม้ปีนั้นเธอจะคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันธนูมาได้ถึง 3 เหรียญทอง แต่เสียงชื่นชมกลับถูกกลบทับด้วยเสียงก่นด่าในโลกโซเชียลเพียงเพราะเธอไว้ผมสั้นเข้าแข่งขัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักกีฬาโอลิมปิกหญิงถูกเข้าใจในฐานะพฤติกรรม ‘เกลียดกลัวสาวผมสั้น’ ค่านิยมแปลกๆ จากกลุ่มแอนไทเฟมฯ ที่หล่อหลอมกันเองแบบผิดๆ ว่าผู้หญิงที่ไว้ผมสั้นเป็นพวกสตรีนิยมหัวรุนแรง หรือมองเป็นอื่นที่ไม่ใช่ความเป็นหญิง และทำให้อัน ซาน ต้องพบเจอกับการถูกสาดโคลนในโซเชียลมีเดีย และการคุกคามทางเพศจำนวนมากจากกลุ่มแอนไทเฟมฯ บนอินสตราแกรมส่วนตัว
ความเกลียดชังเฟมมินิสต์ยังคงทวีความรุนแรง และพัฒนารูปแบบไปเรื่อยๆ แต่หากเรานำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Lina Bae และอัน ซาน จนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานซืนกับพนักงานหญิงในร้านสะดวกซื้อ ความรุนแรงจาก ‘ความเกลียดกลัวเฟมินิสต์’ มันได้ขยับย้ายออกหน้าจอสี่เหลี่ยม ออกมาสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงบนท้องถนน ทั้งยังขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญมันทวีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด
เกลียดกลัวผู้หญิง แรงกดทับทางเพศในเกาหลีใต้ ความรุนแรงนี้ยังหาทางลงไม่เจอ
การกดทับทางเพศในเกาหลีใต้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังจากประวัติศาสตร์หลายร้อยปีที่ยังมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งความเชื่อ คตินิยม ที่ประกอบสร้างเป็นสังคมเกาหลีใต้ปัจจุบัน ทำให้ผู้หญิงเกาหลียังเสี่ยงกับการถูกทำร้ายร่างกาย ข่มขืน และถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน นี่ยังไม่นับรวมผู้มีความหลากหลายทางเพศที่แทบจะกลายเป็นหมอกผ่านผิวของสังคมเกาหลีใต้
Korea Women’s Hotline องค์กรเพื่อความเท่าเทียมทางเพศในเกาหลีใต้เปิดผลสำรวจคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงพบว่า 83% เป้นคดีฆาตกรรมผู้หญิงจากคนใกล้ตัว สอดคล้องกับกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศและครอบครัวของเกาหลีใต้(ที่มีแผนยุบกระทรวงโดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนปัจจุบัน) รายงานว่า ปี 2564 มีการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงมากกว่า 80% และอีก 58% ระบุว่ากำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวความรุนแรงจากความเกลียดชังเพศหญิง
ในปี 2565 การชนะเลือกตั้งของประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะรัฐบาลของกลุ่มแอนไทเฟมไปทั่วโลก นั่นเพราะการใช้นโยบายดึงเสียงจากกลุ่มต่อต้านขบวนการเฟมินิสต์มาเป็นฐานเสียง ยุน ซอกยอล ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะยุบกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศและครอบครัว (Ministry of Gender Equality and Family) หรือที่รู้จักในชื่อ ‘กระทรวงสตรี’ หลังจากชนะเลือกตั้ง และจะตั้งกระทรวงที่ไม่แบ่งแยกเพศขึ้นมาแทน รวมทั้งเพิ่มโทษผู้แจ้งความเท็จในคดีล่วงละเมิดทางเพศซึ่งมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญที่ทำให้เหยื่อคดีข่มขืนไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากเกรงถูกย้อนศรว่าเป็นผู้แจ้งความเท็จ และกลายเป็นผู้ที่ต้องโทษสถานหนักเสียเอง แน่นอนว่านโยบายของ ยุน ซอกยอล กำลังสุมไฟกลุ่มแอนไทเฟมฯ ให้รุนแรงขึ้น และกำลังจะทำให้ผู้หญิงทั้งประเทศตกอยู่ในอันตรายจากการถูกแปะป้ายว่าเป็น ‘เฟมินิสต์’
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองของเกาหลีใต้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขบวนการแอนไทเฟมมีชีวิตอยู่ได้อย่างแนบแน่นในสังคมเกาหลีใต้ แต่หัวใจหลักคือความเชื่อ และคตินิยมของสังคมเกาหลีใต้ที่หยั่งลึกลงไปในวัฒนธรรมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคโชซอน นั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญของประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกอย่างเกาหลีใต้ว่าจะสามารถสลัดความเป็นประเทศแห่งความเป็นชายได้อย่างไร เพราะมิเช่นนั้นเราอาจได้เห็นการโจมตีผู้หญิงในรูปแบบใหม่ที่เลวร้ายกว่า และการถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่สิทธิทางเพศต่ำในประเทศที่เจริญแล้วคงเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์สำหรับประชาคมโลกอย่างแน่นอน
