เมื่อ Visibility ของเราไม่เท่ากัน ความไม่หลากหลายของภาพ “หญิงข้ามเพศ” ที่นำเสนอทางสื่อไทย

Key Takeaways

  • มักจะมีคนอ้างว่าสังคมไทย “ยอมรับ” ผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ก็เป็นแค่การ “ยอมให้มีอยู่” เท่านั้น แต่ไม่ได้มีความเข้าใจ ยังมีการเหยียดทางวาทกรรม (เช่น การผูกโยงอวัยวะเพศกับเพศสภาพ) และการไม่ยอมรับตัวตนของคนข้ามเพศ
  • กรณีของผู้หญิงข้ามเพศที่ถูกนำเสนอในสังคมไทยยังคงติดอยู่กับภาพจำแช่แข็งแบบเดิมๆ ถูกทำให้มีวัฒนธรรมเฉพาะวัฒนธรรมเดียว ทั้งๆ วัฒนธรรมของคนข้ามเพศก็มีความหลากหลายและบางส่วนก็ผูกโยงกับวัฒนธรรมแบบเดียวกับคนตรงเพศ (เช่น ดนตรีร็อค, อนิเมะ, โกธิก, สไตล์เรียบๆ มินิมอล ฯลฯ)
  • ภาพการนำเสนอคนข้ามเพศในต่างประเทศ เช่นในตะวันตก หรือแม้กระทั่งในซีรีส์ญี่ปุ่นอย่าง “อลิส ในแดนมรณะ” ยังมีความก้าวหน้ากว่ามากเมื่อเทียบกับภาพการนำเสนอคนข้ามเพศในไทยที่ยังยึดติดกับความเป็นที่ถ้าไม่เป็น “ตัวประหลาด” ก็ต้องเป็น “นางงาม” ไปเลย มองไม่เห็นมิติความเป็นมนุษย์

“ต่างกันแค่เพียงร่างกาย
แต่ใจเราก็เหมือนเหมือนกัน
ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง”

เสียงก้องกังวาลของ เจินเจิน บุญสูงเนิน  “นักร้องดีว่า” ยุค 90s ฟังดูราวกับเป็นข้อเรียกร้องเรื่องการ “รับรองเพศสภาพ” (Gender Recognition) ในแบบที่มาก่อนกาล ภาพและเสียงของเธอปรากฏอยู่ทั้งในรายการวิทยุ, เทปคาสเซตต์, ซีดีคอนเสิร์ต, ตู้คาราโอเกะ ไปจนถึงรายการโทรทัศน์

สำหรับเด็กโตในยุค 90s ตอนนั้นแล้ว คงจะไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าเป็น คุณ เจินเจิน เป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่ฉันได้เห็น แต่การได้เห็นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความเข้าใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยสมองที่ยังเด็กของฉันในตอนนั้นบวกกับความเข้าใจที่จำกัด ทำให้ฉันมักจะสงสัยออกมาดังๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพ แล้วมันก็ทำให้ผู้ใหญ่บางคนหัวเราะ ผู้ใหญ่บางคนนิ่วหน้า มีผู้ใหญ่น้อยคนที่ยิ้มอย่างเข้าใจ สะท้อนให้เห็นว่า ในตอนนั้น มีผู้ใหญ่จำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่เข้าใจในเรื่องเพศสภาพของคนข้ามเพศ

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ฉันขอเกริ่นถึงเรื่อง Trans Day of Visibility หรือ “วันตระหนักรู้ตัวตนของคนข้ามเพศ” เสียหน่อย เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่ Rachel Crandall นักกิจกรรมคนข้ามเพศในสหรัฐฯ จากรัฐมิชิแกน รู้สึกว่าคนข้ามเพศยังเป็นที่ยอมรับในตัวตนน้อยแม้กระทั่งในขบวนการ LGBTQ+ รวมถึงอยากให้มีวันอื่นเกี่ยวกับคนข้ามเพศบ้าง นอกจากวันเศร้าๆ ของการรำลึกถึงคนข้ามเพศผู้เสียชีวิต (20 พ.ย.) แต่เพียงอย่างเดียว จึงได้จัดให้มี “วันตระหนักรู้ตัวตนของคนข้ามเพศ” ขึ้นครั้งแรกในวันที่ 31 มี.ค. 2552

สำหรับในไทยนั้น หลายคนอาจจะมองว่าเป็นสังคมที่ยอมรับคนข้ามเพศโดยเฉพาะกะเทยหรือหญิงข้ามเพศ “อยู่มาก” แต่เท่าที่ฉันสังเกตมันไม่ได้มากขนาดนั้น มันเป็นแค่การ “ยอมให้มีอยู่” มากกว่าการยอมรับเสียด้วยซ้ำ เพราะสังคมยังเต็มไปด้วยวาทกรรมที่ไม่ยอมรับว่าชายข้ามเพศเป็นผู้ชาย หญิงข้ามเพศเป็นผู้หญิง นอนไบนารีเป็นเพศสภาพที่ไม่ใช่ชายหญิงแบบสองขั้ว เช่นการพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศโดยยังเน้นว่ามันเป็นแค่ของเพศใดเพศหนึ่ง หรือเรียกนอนไบนารีด้วยเพศที่เป็นไบนารี (เช่น “ผู้หญิงคนนั้นเป็นนอนไบนารี” เป็นต้น)

สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยแค่ “ยอมให้มีอยู่” สำหรับผู้มีความหลากหลายในอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ (Gender Identity) แต่กลับขาดความเข้าใจและขาดความระมัดระวังไม่ให้มีการใช้คำแบบกดขี่หรือด้อยค่าพวกเขา ในทางตรงกันข้ามผู้มีความหลากหลายในเพศวิถี (sexual/romantic orientation) อย่างเกย์, เลสเบียน, ไบ กลับได้รับความเข้าใจมากกว่าเรื่องอัตลักษณ์ของเพศวิถีของพวกเขา

คุณเจิน เจิน เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อโดยพูดถึง visibility หรือการทำให้ตัวเองเป็นที่มองเห็นในสังคมว่า “การที่เธอได้เปิดเผยตัวเองเรื่องเพศต่อสาธารณชน เป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามว่าเป็นอะไร” ถึงแม้ว่าตัวเธอเองจะไม่ได้รับประสบการณ์ที่เป็นผลกระทบกับเธอมากนัก แต่ในยุคนั้นก็ยังมีบุคคลข้ามเพศอีกมากที่ยังถูก ดูถูก ดูหมิ่นจากสังคม รวมถึงไม่ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมเหมือนกับชายหญิงตามเพศกำเนิดที่รักต่างเพศ [1]
เมื่อย้อนมองกลับไปในยุคนั้นแล้ว ความไม่เข้าใจในตัวตนของผู้หญิงข้ามเพศ มันถึงได้ผลิตซ้ำภาพจำแบบผิดๆ และไม่หลากหลายในยุคต่อๆ มา

Visibility ของกะเทยไทยในฐานะ “ภาพล้อ” (Caricature)

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์ของผู้กำกับท่านหนึ่ง ที่ฉันอาจจะชมหน่อยว่าเขากำกับเรื่องเกี่ยวกับชายรักชายได้ดีพอสมควรเลย นั่นน่าจะเป็นเพราะว่าเขามีอัตลักษณ์แบบชายรักชายอยู่แล้ว แต่เขาไม่ใช่กะเทยหญิงข้ามเพศอ่ะค่ะ พอเขาทำภาพยนตร์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกะเทย เขาจะทำออกมาได้แย่มาก คือเขาจับเอาผู้ชายตามเพศกำเนิด (cis) ที่รักต่างเพศ (straight) มาแต่งตัว “แบบกะเทย” ในลักษณะเป็น “ภาพล้อ” (Caricature) และดูเหมือนว่าผกก. รายนี้จะยังคงทำภาพยนตร์ทำนองนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

ทั้งๆ ที่ภาพล้อเช่นนี้เองเป็นสิ่งที่ไม่เพียงแค่เป็นการสร้างภาพเหมารวมเข้าใจผิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของผู้หญิงข้ามเพศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงข้ามเพศให้เหลือเพียงแค่การเป็น “ตัวประหลาด” เป็น “สิ่งแปลกปลอม” จากสังคมที่ควรจะมีวัฒนธรรมจำเพาะแยกออกไปต่างหาก

ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนข้ามเพศไม่จำเป็นต้องมีแต่วัฒนธรรมเฉพาะแบบ หรือมีจริต หรือการแสดงออกแบบเดียวกันไปหมด (ไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ มันก็เป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งที่ไม่จำเป็นว่ากะเทยทุกคนจะต้องสมาทานตามภาพเหมารวมเท่านั้นเอง) คือในโลกนี้มีกะเทยที่ชอบอนิเมะและการคอสเพลย์, กะเทยเฮฟวีเมทัล, กะเทยพังค์, กะเทยที่ชอบโปรเกรสซีฟร็อก (ฉันเอง), กะเทยที่ชอบทำตัวห้าวๆ, กะเทยที่ชอบทำตัวคาวาอี้, กะเทยโกธิก, กะเทยแต่งตัวเรียบๆ, กะเทยที่อยากเป็นนักเดียวไมโครโฟน, กะเทยที่อยากเล่นโฟล์คซอง, กะเทยเจร็อค วิชวลเคย์, กะเทย K-Pop, กะเทย neurodivergent ที่ไม่ชอบอะไรจอแจ และอื่นๆ

ตรงกันข้ามกับไทย ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์และซีรีส์จากโลกตะวันตกกลับมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้และหันมานำเสนอภาพจำของคนข้ามเพศโดยเฉพาะผู้หญิงข้ามเพศในแบบที่มีมิติความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่ภาพล้อเลียนแบบยุคก่อนๆ [2]

ไม่ใช่แค่ตะวันตกเท่านั้น แม้แต่การ์ตูนมังงะที่ถูกสร้างเป็นซีรีส์อย่าง “อลิส ในแดนมรณะ” (Alice In Borderland) ก็มีการนำเสนอภาพผู้หญิงข้ามเพศในแบบที่มีมิติความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละคร “ฮิคาริ คุอินะ” [3] ถึงแม้ว่าจะมีข้อวิจารณ์เล็กน้อยว่าน่าจะใช้ ผู้หญิงข้ามเพศ มาแสดงแทนการใช้ ผู้หญิงตามเพศกำเนิด (ผู้หญิง cis) แต่โดยส่วนตัวแล้วฉันมองว่ามันก้าวหน้ากว่ามาก เมื่อเทียบกับการใช้ผู้ชาย cis มาแต่งหญิง เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการตอกย้ำว่า “ผู้หญิงข้ามเพศคือผู้หญิง” 

นี่ยังไม่นับว่าคุอินะ เป็นตัวละครที่มีมิติ ถึงแม้ว่าจะมีพล็อตย่อยที่พูดถึงความขัดแย้งกับคนในครอบครัวเธอเพราะเรื่องเพศสภาพที่เธอเป็น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกนำมาตั้งเป็นประเด็นเดียวโดดๆ สำหรับตัวละครนี้ ในทางตรงกันข้ามซีรีส์นี้ได้นำเสนอให้เห็นภาพว่าคุอินะไม่ใช่แค่ผู้หญิงข้ามเพศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นนักคาราเต้ที่มีฝีมือ, เป็นคนขี้เล่นที่ขยิบตาแบบยั่วล้อให้กับศัตรูคุกคาม, เป็นคนที่พยายามเลิกบุหรี่แต่ก็ยังคาบอะไรแก้เหงาปากอยู่ตลอดเวลา, เป็นคนหนีออกจากบ้านแล้วพยายามเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นพนักงานขายเสื้อผ้า (ก่อนหน้าจะถูกส่งมายัง “แดนมรณะ”)

เรื่องเหล่านี้ทำให้ตัวละครหญิงข้ามเพศมีมิติของความเป็นคน ไม่ใช่แค่ภาพล้อ

ทำให้เธอเป็นผู้หญิงในแบบของเธอเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ “นางงาม” หรือ “ตัวตลก” แต่อย่างเดียว

ความไม่หลากหลายใน Visibility ของหญิงข้ามเพศในสื่อไทย

ทุกครั้งเวลาที่มีงานอะไรเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศก็ตาม กล้องมักจะจับจ้องไปที่กลุ่มคนข้ามเพศที่ถ้าไม่แสดงออกแบบวิลิศมาหราก็จะต้องดูเป็นนางงามเป็นพริตตี้ไปเลย หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องดูมีความ “แหกขนบ” เพศในเชิงสุนทรียะแต่ก็ยังดูเป็นยูนิฟอร์ม ภาพเหมารวมของ LGBTQ+ (ทั้งๆ ที่โดยส่วนตัวของฉันแล้ว ผู้หญิงข้ามเพศที่แต่งตัวแบบเฮฟวีเมทัล “แหกขนบ” กว่าเยอะ เพราะมันแหกขนบยูนิฟอร์มเหมารวม LGBTQ+ ไปด้วย)

ในที่นี้ฉันไม่ต้องการกะเกณฑ์หรือบอกว่ากะเทยควรเลิกทำตัวตามภาพเหมารวมอะไรเทือกนั้น ฉันแค่ต้องการบอกว่าคุณพอใจจะทำแบบไหนก็ทำไป สิ่งที่ฉันต้องการวิจารณ์มากกว่าคือตัวสื่อไทยเองที่นำเสนอภาพลักษณ์ของความหลากหลายทางเพศแค่ในแบบที่เป็นไปตามภาพเหมารวม ขาดความหลากหลาย ขาดมิติด้านลึก ไม่ได้รับฟังเสียงเรียกร้องของชุมชนอย่างจริงจัง แต่เน้นแค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก

ใช่ค่ะ ฉันเห็นด้วยว่า การที่สังคมไทยค่อนข้างยอมรับความหลากหลายทางเพศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ visibility หรือการเป็นที่มองเห็นในสังคมที่ค่อนข้างมากกว่าที่อื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็น่าตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่มีอำนาจในการกำหนด visibility ของคนข้ามเพศ ฉันมองดูแล้วมันไม่ใช่กลุ่มชุมชนคนข้ามเพศเองที่ภายในชุมชนของพวกเราก็มีความหลากหลายอยู่มากเช่นกัน แต่ผู้ที่มีอำนาจกำหนด visibility ของพวกเรามักจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนข้ามเพศ (แต่อาจจะเป็นคนรักเพศเดียวกันที่ไม่ได้ข้ามเพศแบบผู้กำกับท่านหนึ่ง) ที่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือโดยไม่มีอะไรมาตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือทำให้ต้องรับผิดชอบ (accountability) ต่ออำนาจในมือของพวกเขา

สังคมหวานเย็นแบบลูบหน้าปะจมูก แต่กลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพียงเพราะมันฟังดูไม่เข้าหู มันก็จะเป็นสังคมที่ไม่มีอะไรก้าวหน้า ไม่มีความหลากหลายอย่างแท้จริง

สังคมเราถึงกลายเป็นสังคมที่มองผู้หญิงข้ามเพศแบบแช่แข็ง ถ้าเราไม่ใช่ภาพล้อ ก็จะต้องเป็นนางงามไปเลย จะเป็น “ผู้หญิงคนหนึ่ง” แบบที่คุณ เจินเจิน เคยร้องขอไว้ในเพลงไม่ได้เลยหรือ หรือจะเป็นผู้หญิงที่มีเพศวิถีหลากหลาย ไม่ใช่แค่หญิงรักชาย ไม่ได้เลยหรือ

ทรานส์เลสเบียน และทรานส์เพศวิถีอื่นๆ ที่ยังถูกกลบทับ

ขอย้อนกลับไปพูดสิ่งที่ฉันชอบอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับตัวละคร คุอินะ คือการที่ผู้เขียนไม่มีการระบุถึงเพศวิถี (Sexual/Romantic Orientation) ของคุอินะเลยแม้แต่น้อย มันเปิดโอกาสให้คน “จิ้น” หรือจับคู่ให้คุอินะตามจินตนาการ (และอาจจะตามเพศวิถีของพวกเขาเอง) เช่นบางคนก็จิ้นคุอินะกับตัวละครผู้ชายอย่างจิชิยะ บางคนก็จิ้นกับตัวละครหญิงที่เธอใกล้ชิดด้วยอย่าง อัน ริซุนะ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังนี้จะทำให้คุอินะมีสถานะเป็นทรานส์เลสเบียน (ผู้หญิงข้ามเพศที่รักผู้หญิง) 

ใช่ค่ะ ทรานส์เลสเบียน ในไทยก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกมองข้ามอย่างมาก หรือไม่เช่นนั้นก็จะถูกข่มเหงรังแกแม้แต่ในวงการ LGBTQ+ ด้วยกันเอง และเมื่อไม่มี visibility รวมถึงถูกกดข่มเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้สังคมที่ “ยอมให้มีอยู่” แต่ไม่ยอมเข้าใจผู้มีความหลากหลายทางเพศ ยิ่งเข้าใจผิดๆ ในเรื่องของทรานส์เลสเบียนมากขึ้นไปอีก

ไม่ใช้แค่ทรานส์เลสเบียนเท่านั้น ฉันยังเคยได้มีโอกาสพบเจอผู้หญิงข้ามเพศที่บอกว่าตัวเองเป็น “แพนเซ็กชวล” หรือ “คนรักเพศใดก็ได้” ด้วย เพราะ Gender Identity กับ Sexual Orientation เป็นเป็นคนละภาคส่วนกันของอัตลักษณ์ตัวตนของคนๆ หนึ่ง แต่ทั้งสองส่วนนี้ก็มีสำคัญทั้งคู่ และไม่ควรจะเอามาปะปนสับสนกัน

ในฐานะของ “วันเพื่อการตระหนักรับรู้ตัวตนของคนข้ามเพศ” แบบนี้ ฉันก็ไม่ขออะไรมากไปกว่า ขอให้อำนาจในการกำหนด visibility ของตัวเอง มาอยู่ในมือของกลุ่มคนข้ามเพศมากขึ้นจะได้ไหม 

พวกเราคนข้ามเพศจำนวนมากก็มีการแสดงออกที่หลากหลายไม่ตรงกับภาพจำหรือภาพเหมารวมของสังคม พวกเราควรจะมีสิทธิที่จะได้รับการมองเห็นตามความสมัครใจของพวกเราเช่นเดียวกัน และหลังจากมองเห็นหัวพวกเราแล้วก็หวังว่าสังคมจะรับฟังพวกเรามากขึ้นด้วย

เพราะการมองเห็นที่หลากหลายมากขึ้นจะช่วยทำให้เรา รับรู้ถึงความเป็นคนของกันและกัน เข้าใจประสบการณ์แตกต่างหลากหลายมากขึ้น ทำให้สังคมเข้าใจคนข้ามเพศอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ภาพเหมารวมหรือภาพลักษณ์แบบผิดๆ อีกต่อไป [4]

(หมายเหตุ : ในบทความนี้ฉันอาจจะเน้นเขียนถึงผู้หญิงข้ามเพศมากหน่อยนะคะ ไม่ได้มีเจตนาจะละเลยชายข้ามเพศแต่อย่างใด แต่กลัวว่า พอมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันมีประสบการณ์แล้วก็กลัวจะกลายเป็นการพูดแทนหรือ “พูดข้ามหัว” กันค่ะ)

เรื่อง: ริงโกะ มิโมซ่า


อ้างอิง

[1] Throwback Thursday : เจิน เจิน บุญสูงเนิน ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง / 2533 
[2] Eve Ensler: trans people have been caricatures for too long
[3] Meet Kuina: a stunning example of positive trans representation on television
[4] Trans Day of Visibility: A Global Perspective

About The Author

Translate »