วันแห่งการรับรู้ตัวตนของเลสเบียน ในมุมของทรานส์เลสเบียน ไทม์ไลน์คนเศร้า ของทรานส์หญิงรักหญิงในแอพหาคู่

Key Takeaways

  • การเป็นทั้งหญิงข้ามเพศ และเลสเบียน หลายต่อหลายครั้งก็ยังต้องเผชิญกับคำถามที่เข้าใจตัวตนของเราผิดๆ หรือมีการเอามุมมองแบบ คนรักเพศตรงข้าม (straight) มาครอบความเป็นเลสเบียน เช่น ว่าต้องมีฝ่ายใดเป็น “หญิง” กับ “ชาย” เท่านั้น
  • นอกจากนี้ยังมีการ exoticization หรือการทำให้เราเป็นเหมือน ”ของแปลก” ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเราสองคน แต่กลับอยากใช้เราเป็นเครื่องมือเพิ่มสีสันเพศรสให้กับคู่รักของเขาโดยไม่สนใจความรู้สึกเรา ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเรา ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกว่า “Unicorn Hunting”
  • ระดับที่เลวร้ายที่สุดคือเผชิญกับพวกเหยียดผู้หญิงข้ามเพศ ที่มาทั้งในรูปแบบแปะป้ายกีดกัน และมาในรูปแบบไม่ยอมฟังเราตอนที่บอกว่าเราเป็นหญิงข้ามเพศ แต่กลับมาเหยียดเรา-เรียกเพศเราผิด เวลาที่จับผิดเพศเรา (clocking)

บอกตามตรง ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ตัวเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมานี้เอง ว่าสัปดาห์นี้คือ Lesbian Visibility Week หรือ “สัปดาห์แห่งการรับรู้ตัวตนของเลสเบียน” (ระหว่างวันที่ 22-28 เม.ย.) ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งจะเขียนถึง “สัปดาห์แห่งการรับรู้ตัวตนของคนข้ามเพศ” ไปแท้ๆ ช่วยไม่ได้ ในฐานะทรานส์เลสเบียนผู้มีทั้งสองตัวตนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คงต้องขอมีส่วนร่วมเสียหน่อยกับอัตลักษณ์อีกส่วนหนึ่งในตัวฉัน

แต่ถ้าจะให้เขียน “Visibility ของเราไม่เท่ากัน ภาค 2” ก็คงจะไม่ใช่ เพราะเข้าใจว่า cis lesbian หรือหญิงตามเพศกำเนิดที่รักหญิง ก็เผชิญปัญหาการขาดแคลนการมองเห็นในขบวนการ LGBTQ+ เช่นกัน ถึงแม้ทรานส์เลสเบียนอย่างฉัน จะเผชิญเรื่องนี้แบบทับซ้อนเลยก็เถอะ ทั้งความเข้าใจผิดที่ทำให้เกิดการลบตัวตนเรา ทั้งการถูกข่มเหงรังแกจากชุมชน LGBTQ+ ด้วยกันเอง ฯลฯ

ในที่นี้ฉันจึงขอเขียนถึงประสบการณ์ ทรานส์เลสเบียน ในอีกมุมหนึ่งก็แล้วกัน นั่นก็คือมุมของแอพหาคู่นั่นเองค่ะ โดยจะเน้นพูดถึง แอพ Tinder กับ HER เป็นหลักนะคะ เพราะไม่มีประสบการณ์กับแอพอื่น และขอเว้นเรื่องความเสี่ยงที่เคยเกือบถูกหลอกลวงต้มตุ๋นจากแก็งมิจฉาชีพไว้ก็แล้วกันค่ะ จะขอเน้นพูดเรื่องเพศสภาพและเพศวิถี

ต้องออกตัวก่อนว่า มันเป็นประสบการณ์แบบของหญิงข้ามเพศที่หน้าออกสาว เสียงยังไม่ได้ดัด หรือดัดแล้วก็ยังฟังดูแมนอยู่ เคยมีแฟนเป็นผู้หญิงตรงเพศกำเนิดมาก่อน สำหรับคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ต่างกัน ก็สามารถแชร์ให้อ่านกันทางคอมเมนต์ได้ค่ะ

‘ยูนิคอร์น’ เพราะเธอเห็นฉันเป็นของแปลก-ของแถม แต่มองฉันเป็นคนไหม?

ในตอนที่ฉันใช้ Tinder ใหม่ๆ ฉันนึกไม่ถึงมาก่อนว่าจะแมทช์ หรือจับคู่สำเร็จกับผู้หญิงข้ามเพศด้วยกัน ฉันดีใจมากค่ะ แล้วก็อยากลองพูดคุยกับผู้หญิงข้ามเพศที่รักผู้หญิง (หรืออย่างน้อยก็รักเพศอื่นได้มากกว่าเพศชาย) คนอื่นๆ ดู

แต่พอลองแอดกันในโซเชียลอื่นแล้ว ฉันก็เริ่มเอะใจค่ะ เพราะเขาโพสต์รูปอย่างสนิทสนมคู่กับผู้ชายฝรั่งอีกคนหนึ่งหลายรูป และล้วนแต่เป็นรูปใหม่เสียด้วย แต่ฉันก็เป็นคนไม่ด่วนตัดสินจึงขอถามเธอคนนั้นให้แน่ใจ จนได้ความว่า เธอใช้ tinder เพื่อ “หาผู้หญิงอีกคน” ให้กับแฟนหนุ่มของเธอเอง ทั้งๆ ที่ฉันเป็นเลสเบียนไม่มีทางรักผู้ชายได้แท้ๆ

อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นกับผู้หญิงต่างชาติรายหนึ่งแมทช์กับฉันใน HER (ซึ่งเป็นแอพที่แมทช์ง่ายมาก แต่ต้องระวังมิจฉาชีพด้วย) ตอนแรกเธอก็พูดคุยกับฉันดีอยู่แหละ แต่ทว่าพอถึงตอนที่เธอบอกจะเจอฉัน ฉันก็อุตสาห์แต่งตัวออกไปข้างนอก จะได้ไปหา แต่ฝ่ายนั้นกลับทำตัวเหมือนเล่นซ่อนแอบอยู่หลายครั้ง ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคิดว่าคงยังไม่พร้อมจะเจอกันเฉยๆ แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง เธอกลับเรียกฉันไปพบในสถานที่บันเทิงยามราตรีพร้อมกับผู้หญิงอีกคนที่เธอบอกว่าเธอเพิ่งพบเจอและชอบเขาด้วย

ในที่นี้นอกจากความรู้สึกเหมือนถูกทรยศนิดๆ แล้ว ยังมีความน่าสงสัยปนอยู่ด้วยว่า ถ้าไม่ใช่มิจฉาขีพ ก็น่าจะกำลังแสวงหา “ยูนิคอร์น” ให้กับคู่ของตัวเอง

ก่อนอื่น ฉันขอออกตัวก่อนเลยว่า ฉันไม่ได้ต่อต้านอะไร “ความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน” หรือที่เรียกว่า “Polyamory” โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเป็นไปแบบยินยอมพร้อมใจกับทุกฝ่ายและไม่มีการหลอกลวงหรือใช้อำนาจข่มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ยอมรับ

แต่กับ “การล่ายูนิคอร์น” (Unicorn Hunting) [1] นี้ต่างออกไป มันเป็นสิ่งที่ LGBTQ+ เผชิญจากคู่รักที่มักจะเป็นคู่รักต่างเพศ (straight) ผู้ค้นหาคนที่จะมาเป็น “คนที่สาม” โดยเฉพาะ แต่มันเป็นไปในลักษณะของการทำให้คนที่สามกลายเป็นวัตถุปรารถนาทางเพศแบบลดทอนความเป็นมนุษย์ (fetishization) [2] ไปจนถึงการใช้เราเพราะมองเป็น “ของประหลาด” (exotic) เอาไว้สำหรับเติมเพศรสให้คู่รักโดยไม่ได้มองเราเป็นคน

แน่นอนว่าถ้าใครที่มีความสุขกับการเป็นยูนิคอร์นหรือมีเหตุจำเป็นต้องทำ (มีเหมือนกันที่คนทำงานบริการทางเพศถูกใช้ให้เป็นยูนิคอร์น) ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ในบริบทของเรามันคือการหาคู่เดท ไม่ใช่งาน หรือการยอมทำตัวเป็นยูนิคอรืทโดยเฉพาะ มันจึงสื่อให้เห็นมุมมองของคนรักเพศตรงข้ามที่มองเลสเบียน เกย์ ไบ หรือเพศวิถีหลากหลายอื่นๆ ที่ยังคงมองเห็นพวกเราเป็นแค่ “สีสัน” เติมเต็มเพศรสให้พวกเขาเท่านั้น โดยไม่ได้เข้าใจว่าเราเองก็มีชีวิต มีจิตใจเป็นของตัวเองเหมือนกัน

ระดับความปวดใจ 7 กะโหลก 

คำถามแบบ ‘อิหยังวะ’ ที่สะท้อนความไม่เข้าใจตัวตนเลสเบียน

เหมือนเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ในระหว่างที่ฉันเขียนบทความนี้ ฉันก็เจอกับผู้ต้องสงสัยล่ายูนิคอร์นอีกเช่นกัน ด้วยประสบการณ์ทำใหเราไหวตัวทันและสังเกตเห็นว่าเธอมีแฟนผู้ชายอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือคำถามของผู้หญิงคนนี้ที่ว่า

“พี่ชอบผู้ชายด้วยหรือเปล่า”

ฉันมานั่งพินิจพิจารณาดูแล้ว การใช้คำว่า “ด้วย” แสดงให้เห็นว่าเธอยังรับรู้เรื่องที่ฉันชอบผู้หญิงอยู่แหละนะ แต่มันก็เป็นคำถามที่ชวนให้ปวดใจนิดๆ ที่ว่าทำไมเธอถึงคิดว่าหญิงข้ามเพศทุกคนต้องชอบผู้ชาย แม้จะระบุให้เห็นในโปรไฟล์แล้วก็ตามว่าฉันคือ “เลสเบียน” หรือ “หญิงรักหญิง”

หญิงข้ามเพศคนอื่นๆ ก็อาจจะต้องเจอคำถามแปลกๆ ในแอพหาคู่มาเหมือนกัน

เลสเบียนคนอื่นๆ ก็อาจจะต้องเจอคำถามแปลกๆ ในแอพหาคู่มาเหมือนกัน

กับ ทรานส์เลสเบียน นี่เอามาคูณสองค่ะ

“พี่เป็นเลสเบียนแบบไหนคะ”

คือฉันเข้าใจว่า ในความเป็นหญิงรักหญิง มันมีวัฒนธรรมและการแสดงออกทางเพศ (gender expression) ต่างๆ อยู่ อย่างเช่นคำว่า ทอม ที่พอจะเทียบได้กับความว่า butch ของต่างประเทศ (ไม่ใช่ “ทรานส์แมน” แบบที่หลายคนในไทยเข้าใจผิดนะคะ ถึงแม้ว่าทรานส์แมนบางส่วนจะเคยเริ่มต้นจากการเป็น butch มาก่อนก็ตาม แต่เป็นคนละมุมกัน ทรานส์แมนคืออัตลักษณ์ทางเพศ butch คือ การแสดงออกทางเพศ) หรือ ดี้ ที่พอจะเทียบได้กับคำว่า femme ของต่างประเทศ แต่ในไทยมันมักจะพ่วงวิถีทางเพศเข้าไปด้วย ทำให้เลสเบียนมักจะถูกเหมารวมว่าต้องมีแต่ ทอมกับดี้ อยู่เสมอ เป็นแบบอื่นไปไม่ได้ หรือกระทั่งไม่เข้าใจว่ามันมี gender expression แบบอื่นๆ อยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องมีแต่ butch กับ femme แบบไบนารี

“คือพี่ออกสาวอ่ะค่ะ” ฉันตอบกลับไป 

“แต่บางทีขี้เกียจแต่งตัว ก็ออกบ้านแบบปอนๆ ไป” ใครอยากรู้ว่าปอนๆ แปว่าอะไรแนะนำให้ลองไปฟังเพลง  “รักปอนปอน” ของ วงไมโคร ค่ะ จากใจชาวร็อคยุค 90s
“แล้วพี่เป็น เลสเบียนแบบหญิง หรือแบบชายคะ”

แจ๊คพอตเต็มๆ ค่ะ! ฉันเจอคำถามนี้จนได้ ไม่นึกไม่ฝันว่ายังคงมีภาพเหมารวมที่ว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกัน มันจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “เป็นชาย” และอีกฝ่าย “เป็นหญิง” เสมอ เป็นการเอามุมมองแบบคนรักต่างเพศ มาครอบ คนรักเพศเดียวกัน ให้ต้องเป็นไปตามชุดคำอธิบายแบบเหมารวมของคนรักต่างเพศ

ก็แค่อยากจะบอกว่า หญิงรักหญิง อย่างเราๆ จะแสดงออกทางเพศแบบไหนก็เรื่องของพวกเราเลยค่ะ จะแต่งตัวแมนๆ แต่กิริยาท่าทางยังสาวก็ได้ จะแต่งตัวสาวจ๋าแต่กิริยาห้าวแตก ขึ้นเสียงทีผู้ชายหนีกันกระเจิงก็ทำได้ ไม่มีใครต้องมาถูกกำหนดยัดไว้ในกรอบแบบรักต่างเพศอีกต่อไป ฉันก็เป็นผู้หญิงในแบบของฉัน ที่รักผู้หญิงในแบบของฉัน แค่นี้เอง

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมากสำหรับฉัน บางทีอยากจะชวนคุยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยซ้ำ แต่มันเป็นแอพหาคู่นี่นา พวกเขาพร้อมจะฟังเราไหมนะ

ระดับความปวดใจ 1 กะโหลก

ฉันก็เป็นทรานส์หญิงรักหญิงของฉันแบบนี้ ไม่ได้หลอกลวงใคร

พวกเหยียดทรานส์มักจะชอบเขียนบทความลงในสื่อกล่าวหาว่า ผู้หญิงข้ามเพศ เป็นพวกที่หลอกให้คนอื่น หรือบังคับคนอื่นให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย (เป็นข้อกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีรุนแรงมาก) ผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะเห็นภาพบ้างแล้วว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเหยียดทรานส์กล่าวอ้างเลยแม้แต่น้อย

ตัวฉันเองระบุในโปร์ไฟล์ชัดเจนว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศและเป็นเลสเบียน และบอกให้ทุกคนอ่านโปรไฟล์เราให้ชัดเจนแล้วค่อยคุยกัน เรื่องนี้จริงๆ แล้วทรานส์หญิงไม่ควรถูกบังคับให้ต้องระบุว่าเป็นทรานส์ด้วยซ้ำค่ะ เพราะในบางแอพหรือในบางพื้นที่ที่มีความรุนแรงต่อทรานส์มันอาจจะอันตรายกับทรานส์หญิงเองได้

ในบทสนทนาฉันคุยกับคนในแอพหาคู่มาตลอดหนึ่งปีกว่า ก็ไม่มีการบังคับให้ใครมามีเพศสัมพันธ์ด้วยเลยแม้แต่น้อย 90% ไม่เฉียดเรื่องเพศเลยด้วยซ้ำ มีแต่คนมาขอฉัน sexting ด้วยแบบเนียนๆ แล้วก็มีอีกฝ่ายที่มองทรานส์หญิงอย่างฉันเป็นวัตถุทางเพศแบบเอ็กโซติกแบบที่เพิ่งเล่าให้ฟังไป คือฉันมีปรัชญาการปฏิสัมพันธ์ของตัวเองว่า กรณีเรื่องเพศให้ขอ “ความยินยอม” กันก่อนเสมอแม้แต่การแค่ sexting และถ้าอยากคบกันในระยะยาวฉันก็จะขอลองเป็นเพื่อนกับเขาก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปเป็นอย่างอื่น เวลาคุยกับแอพเลยมีการถามชื่อ ถามกันว่าอยู่ส่วนไหนของโลกจะไปมาหาสู่กันยังไงได้บ้าง ถามเรื่องที่ชอบบ้าง ถามงานอดิเรกอะไรทั่วไป ฯลฯ

ซึ่ง มันก็ทำให้ฉันได้เพื่อนมาหลายคนเลยค่ะ นัดพบปะกัน ทำความรู้จักกัน (ใครที่อ่านอยู่ตรงนี้ ขอบอกว่าดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้เจอกัน ได้เป็นเพื่อนกัน) ข้อกล่าวหาทั้งหลาย จึงไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย มันมีตรงไหนที่ฉันหลอกคนอื่น หรือบังคับ คนอื่น อย่างที่พวกคุณกล่าวหามาบ้าง? อยากรู้ว่าพวกเหยียดหญิงข้ามเพศ เคยได้เปิดปากคุยกับหญิงข้ามเพศอย่างเปิดอก ลึกซึ้งจริงๆ บ้างไหม?

ปิดฉากไทม์ไลน์คนเศร้า เมื่อการเหยียดทรานส์ทำร้ายจิตใจเรามากกว่าการอกหัก

แต่แน่นอนว่าในโลกที่ยังมีการเหยียดทรานส์แฝงฝังอยู่ในจิตใจคนเรา หญิงข้ามเพศอย่างฉันก็ต้องมีโอกาสไปเจอกับคนเหยียดทรานส์โผล่มาให้เห็นบ้าง เช่นคนที่ระบุในโปร์ไฟล์อย่างโต้งๆ ว่า จะไม่คบกับหญิงข้ามเพศเด็ดขาด ในแง่หนึ่ง ฉันก็คิดว่าเขามีสิทธิจะปฏิเสธหญิงข้ามเพศเป็นการส่วนตัว เน้นว่า “เป็นการส่วนตัว” นะคะ เพราะการประกาศออกมามันมีเรื่องการเมืองเรื่องอำนาจในชีวิตประจำวันเข้ามาเกี่ยวข้องโดยทันที

นึกง่ายๆ ว่าถ้าสมมุติคุณไปอยู่ในยุคสมัยที่อเมริกายังต่อสู้เรื่องสิทธิพลเมืองเชื้อชาติสีผิวกันอย่างจริงจัง แล้วมีคนๆ หนึ่งปักป้ายว่าจะไม่มีทางคบหากับคนผิวดำเด็ดขาด คุณจะรู้สึกยังไง มันเหมือนกับเป็นการที่คนสีผิวอื่นๆ ใช้อำนาจเหนือคนผิวดำในการกำหนดว่าสีผิวไหนน่าปรารถนา ฉันใดก็ฉันนั้น กรณีคนข้ามเพศก็เช่นเดียวกัน การประกาศโต้งๆ ว่าจะกีดกันหญิงข้ามเพศออกจากการพิจารณาคบหาของตัวเอง มันเป็นการสร้างอำนาจวาทกรรมที่ว่าหญิงข้ามเพศไม่น่าปรารถนา ไม่มีคุณค่าที่จะรักหรือที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

พูดง่ายๆ คือถ้าคุณเก็บรสนิยมไว้เป็นการส่วนตัวแล้วปฏิเสธพวกเราเงียบๆ ไปก็ไม่เป็นไร แต่พอพูดออกมา สื่อออกมาแล้ว ทุกคำพูดมีผลกระทบที่ตามมาเสมอ และเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแบบเหยียดคนข้ามเพศที่หล่อหลอมความคิดและรสนิยมของคุณให้เป็นแบบนี้ [3][4] (ฉันเขียนไว้อย่างละเอียดใน Trans Lesbian ตอนที่ 2 จึงไม่ขอเล่าซ้ำ)

แต่สุดท้าย ก็มีคนเหยียดทรานส์บางคนก็เล็ดลอดมาได้ เพราะไม่ยอมอ่านโปรไฟล์ฉันดีๆ ไม่เพียงเท่านั้นยังยืนกรานจะคุย voice chat กับฉันให้ได้ ทั้งๆ ที่ฉันบอกเขาไปแล้วว่า “ฉันเป็นผู้หญิงข้ามเพศนะคะ คือตอนนี้อาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจเสียงแมนๆ ของตัวเอง ถ้าได้ยินเสียงฉันอย่าตกใจกลัวนะ”

อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงดูคะยั้นคะยอ ฝ่ายนั้นพยายามเล่าเรื่องเพศให้ฉันฟังเหมือนจะพยายามจุดให้ฉันติดเพื่อเซ็กส์โฟนด้วย แต่ฉันก็ย้ำไปหลายครั้งว่ากำลังทำอย่างอื่นอยู่ไม่ค่อยสะดวกนะ ถ้า sexting อาจจะพอได้ 

“ฉันเป็นทรานส์ เสียงจะใหญ่ๆ หน่อย ถ้าไม่สะดวกใจหรือรู้สึกไม่ดีก็วางหูได้นะคะ” ฉันย้ำและย้ำอีกรอบ

“ไม่เป็นไร มาเลย”

แต่พออีกฝ่ายหนึ่งรบเร้ามากๆ ฉันก็เปิดเสียงด้วยความที่อยากให้มันผ่านพ้นไป

และเมื่อได้พูดกับเขาจริงๆ อีกฝ่ายกลับแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างชัดเจน แล้วก็มากล่าวหาว่าฉันหลอกลวง ทั้งๆ ที่ ฉันเตือนไปแแล้วตั้งหลายรอบ ว่าฉันเป็นผู้หญิงข้ามเพศ เสียงฉันยังแมนอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันปรี๊ดแตกหมดความอดทนสุดๆ คือคำพูดต่อไปนี้

“เฮ้ย! ทำไมเสียงเป็นผู้ชายล่ะ”

ระดับความปวดใจ 10 กะโหลก

ไม่ได้ปวดใจเพราะรู้สึกอกหักแม้แต่น้อย ในมุมมองคนข้ามเพศแล้ว เจอพวกคนเหยียดทรานส์แบบนี้ก็คงจะรู้สึกแหยงๆ ไม่อยากยุ่งด้วย จะให้คบกันก็ไม่มีทาง แต่รู้สึกปวดใจเพราะเจอคำพูดเหยียดคนข้ามเพศแบบโต้งๆ เลยมากกว่า

เรื่องโดย ริงโกะ มิโมซ่า


อ้างอิง

[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Unicorn_hunting

[2] Unicorn hunting: How bisexual women are fetishised on dating apps in India
https://www.vogue.in/culture-and-living/content/unicorn-hunting-how-bisexual-women-are-fetishised-on-dating-apps-in-india

[3] Comic: Cis folks need to stop masking their transphobia as “preference”
https://blackyouthproject.com/comic-cis-folks-need-to-stop-masking-their-transphobia-as-preference

[4] All the Arguments You Need: To Convince People That Some Dating ‘Preferences’ are Discriminatory, https://theswaddle.com/all-the-arguments-you-need-to-convince-people-that-some-dating-preferences-are-discriminatory/

About The Author

Translate »