
สารภาพว่าใจจริงฉันวางแผนเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วค่ะ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีกรณีหญิงข้ามเพศถูกกีดกันจากกีฬาปาเป้าหญิง [1] และตั้งแต่ก่อนหน้ากรณีที่ อิมาน เคลิฟ กับ หลินยู่ติง เผชิญการกีดกันเลือกปฏิบัติและการข่มเหงรังแก เนื่องจากสื่อหลายแห่งและนักวิจารณ์พวกเธอ ต่างก็อ้างว่าพวกเธอลงแข่งกีฬาในรายการผู้หญิงทั้งๆ ที่มีสรีระที่ “ไม่เป็นหญิง”
เรื่องที่ฉันวางแผนจะเขียนที่ว่านี้คือ Biological Essentialism ที่แปลแบบวิชาการว่า “สารัตถนิยมทางชีววิทยา” ซึ่งฉันขออนุญาตแปลเป็นภาษาคนเดินดินด้วยกันอีกรอบว่า “แนวคิดที่ว่า ชีวภาพเป็นสิ่งที่กำหนดทุกอย่างตายตัว” หรือ “ชีวภาพคือชะตากรรม” ซึ่งมันเป็นแนวคิดที่มองว่าทุกอย่างในตัวคนเราไม่ว่าจะรหัสพันธุ์กรรม ฮอร์โมน หรือลักษณะทางชีวภาพต่างๆ ได้กำหนดทุกอย่างในตัวบุคคลนั้นๆ ไว้แล้วอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก นิสัย และความสามารถของบุคคลนั้นๆ [2] ซึ่งเป็นแนวคิดที่บิดเบี้ยวเพราะมันละเลยเรื่องปัจจัยการหล่อหลอมทางสังคม ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การปรับตัวกับสภาพแวดล้อม พัฒนาการของแต่ละบุคคล และกระทั่งเจตจำนงเสรีของตัวบุคคลเหล่านั้นเอง
ไม่เพียงเท่านั้นแนวคิด Biological Essentialism ยังเป็นแนวคิดที่ลดทอนความซับซ้อนของมนุษย์ และ ส่งเสริมให้เกิดการเหมารวมเกิดอคติ โดยเฉพาะต่อกลุ่มอัตลักษณ์ชายขอบและกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในค่าเฉลี่ยของประชากรด้วย
แต่ก่อนจะพูดถึงกรณี อิมาน เคลีฟ หรือกรณีต่างประเทศ ฉันขออนุญาตพูดถึงบุคคลที่ฉันรู้จักและเคยสัมภาษณ์ไว้ เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเพศกำเนิดหญิง แต่เธอเป็นนักกล้ามที่มีชื่อเสียงที่โซเชียลมีเดียในนาม “ขิตกับใบ” (@fitwithbai) ที่มีช่องใน Tiktok นำเสนอเรื่องราวการเล่นฟิตเนสเพื่อสร้างกล้ามเนื้อของเธอ
ออกตัวก่อนว่าฉันเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมเธอ ฉันพบเจอเธอครั้งแรกที่วงคุยในศูนย์สตรีศึกษา มช. เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งวงคุยที่นั่นเป็นเสมือนประะกายไฟเล็กๆ ที่ก่อให้เกิด Young Pride Club ในเวลาต่อมาเลยก็ว่าได้ ในตอนนั้นฉันเห็นเธอเป็นผู้หญิง “ตัวเล็ก” แต่กล้าพูดกล้าออกความคิดเห็นของตัวเอง มีบุคลิกมั่นใจ
จนกระทั่งต่อมาฉันได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงผ่านโซเชียล และเห็นว่าเธอเล่นกล้ามจนมีกล้ามใหญ่โต ซึ่งฉันก็แอบชื่นชมความพยายามของเธออยู่ห่างๆ เหมือนกัน
แต่ช่วงหนึ่งเธอได้เผชิญกับการถูกรังแกคือ ตอนที่เธอมุมานะจริงจังมากในการที่จะลงแข่งนักกล้าม เธอซ้อมอย่างหนักในปี 2565 จนกระทั่งลงแข่งขันได้สำเร็จ แต่ก็มีนักกีฬาชายบางคนที่กล่าวหาว่าเธอเทคฮอร์โมนหรือใช้ยา เพราะมองว่าผู้หญิงไม่มีทางที่จะมีกล้ามแบบนี้ได้ถ้าไม่ใช้ฮอร์โมนหรือยา ซึ่งน้องเขาก็โต้ตอบกกลับว่าไม่ได้ใช้
“เหตุการณ์ล่าสุดหลังจากใบกลับมา เล่นในปี 65 ใบซ้อมหนักมากเพราะใบตั้งใจแข่ง พอเราทำได้ สามารถแข่งขันได้ ก็เจอนักกีฬาชายบางท่านหรือใครที่ไม่ได้สนิทกับใบ เอาใบไปเล่าว่าใบใช้ยา เทคฮอร์โมน ไม่สามารถทำได้แบบนี้แน่นอนหากไม่ใช้ ซึ่งใบไม่ได้ใช้ ใบพยายามเอง ใบเองก็ออกมาตอบโต้ พี่นักกีฬาที่สนิทกันต่างก็ออกตัวปกป้อง และให้ใบไม่ต้องสนใจ” ใบเล่า
ปรากฏการณ์ที่น้องใบเขาเผชิญเป็นเหตุมาจาก Bio Essentialism เนี่ยแหล่ะค่ะ ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงตามเพศกำเนิดทุกคนต้องมีสรีระที่เหมือนกันหมด ตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถูกกักเอาไว้ในข้อจำกัดทางชีวภาพเรียบร้อยแล้ว เว้นแต่จะใช้ยาหรือฮอร์โมนเท่านั้น
ความคิดแบบที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ทำร้าย Intersex และคนข้ามเพศหรือ Transgender มาเป็นเวลานานแล้ว และกรณีล่าสุดแนวคิดนี้ก็กลายเป็นการทำร้ายผู้หญิงตามเพศกำเนิดในกีฬาโอลิมปิกด้วยเช่นกัน
ใช่ค่ะ ฉันกำลังพูดถึงกรณีของ อิมาน เคลิฟ กับ หลินยู่ติง พวกเธอเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเป็นคนข้ามเพศ ซึ่งฉันคิดว่ามันก็ไม่ผิดอะไรหรอกกับการที่คนข้ามเพศจะลงแข่งกีฬาตามเพศสภาพของตนเอง และควรจะเรียกร้องให้กระทำได้ด้วยซ้ำ
แต่แม้กระทั่งหลังจากที่มีการเปิดเผยออกมาแล้วว่า เคลิฟเป็นผู้หญิงตามเพศกำเนิด แต่แค่พวกเธอมีเพศสรีระที่แตกต่างจากผู้หญิงโดยค่าเฉลี่ยเท่านั้นเอง ก็ยังไม่วายที่จะมีการเรียกเพศเธอผิดๆ ว่าเป็น “ผู้ชาย” ที่ไม่ต่างอะไรกับการข่มเหงรังแกพวกเธอเลย
ผู้หญิงจะมีกล้ามเนื้อ มีโครโมโซม XY ไม่ได้เลยหรือยังไงกัน (ถึงกรณีของเคลีฟ จะเป็นแค่ข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐานก็เถอะ)
เห็นอะไรบางอย่างไหมคะ
คำถามข้างต้นเนี่ย เป็นสิ่งที่ผู้หญิงข้ามเพศในวงการกีฬากระตุ้นถามกับสังคมนานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครฟัง และมันน่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ปัญญาชนบางคนกลับไม่ยอมรับฟังด้วยซ้ำว่า Bio Essentialism หรือแนวคิด “ชีวภาพคือชะตากรรม” ที่เอามาใช้รังแก เคลีฟ กับ หลินยู่ติง คือแนวคิดแบบเหยียดคนข้ามเพศ หรือ Transphobia ที่เอามาใช้กีดกันเลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศมาเป็นเวลานานแล้ว
ใช่ค่ะ ทั้ง Intersex และผู้หญิงตามเพศกำเนิด (Cis women) ก็มีโอกาสเผชิญกับ Transphobia ด้วยเหมือนกัน และถึงแม้กรณีของเคลีฟจะโด่งดัง แต่การกีดกันเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงข้ามเพศในวงการกีฬาก็มักจะตกสำรวจ ถูกมองข้าม หรือกระทั่งมีคนให้ความชอบธรรมกับการกีดกันด้วยซ้ำแม้กระทั่งจากพวกที่มองตัวเองว่าก้าวหน้า
กรณีของ Noa-Lynn Van Leuven ผู้หญิงข้ามเพศที่ถูกกีดกันจากกีฬาปาเป้า
Noa-Lynn Van Leuven เป็นผู้หญิงข้ามเพศที่ลงแข่งขันกีฬาปาเป้า แต่เธอเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติเมื่อมีหญิงตามเพศกำเนิดผู้หนึ่งชื่อ Deta Hedman ปฏิเสธที่จะลงแข่งกับเธอซ้ำร้ายยังข่มเหงรังแกเธอด้วยกการเรียกเพศผิด Hedman อ้างว่าจะ “ไม่แข่งกับผู้ชายในรายการของผู้หญิง” [3] ซึ่งทำให้ Van Leuven รู้สึกแย่
ไม่เพียงเท่านั้น Van Leuven ยังเผชิญกับการถูกข่มเหงรังแกตามมาด้วย เธอบอกว่ามีข้อความข่มเหงรังแกเธอทางโลกออนไลน์ในระดับที่ทำให้เธอไม่อยากออกจากบ้าน[4]
ในมุมมองของ Van Leuven แล้วเธอมองว่าเรื่องการที่เธอได้เปรียบผู้หญิงคนอื่นๆ ในกีฬากาเป้านั้นไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอมองว่าปาเป้าเป็นกีฬาที่ไม่เห็นว่าจะมีใครได้เปรียบใครในแง่เพศหรือส่วนสูง แม้กระทั่งคนที่เคยตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มที่เคยชนะเลิศมาแล้ว
Van Leuven กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า “สิ่งที่พวกเราต้องการคือการได้เป็นตัวของตัวเอง ในฐานะคนข้ามเพศแล้ว พวกเราต้องการให้เคารพในความเป็นคนของเรา … ฉันคือ Noa-Lynn ฉันเป็นผู้หญิงแล้วฉันก็แค่ต้องการจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักและก็เป็นสิ่งที่ฉันบังเอิญทำได้ดีด้วย ซึ่งมันก็คือกีฬาปาเป้า”
หรือนี่จะเป็น Transphobia, Interphobia และ Misogyny ที่มาในแพกเพจเดียว
เรื่องนี้ทำให้ฉันย้อนกลับมาสู่กรณีของน้องใบ เจ้าของช่อง “ขิตกับใบ” (@fitwithbai) ผู้ที่ไม่ให้เพศของตัวเองมาเป็นอุปสรรคในการสร้างกล้ามเนื้อจนเป็นนักกล้ามในแบบที่ตัวเองต้องการได้ แน่นอนว่าอาจจะมีผู้หญิงบางคนเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ และฉันก็กล้าพูดอีกว่าอาจจะมีแค่ผู้ชายบางคนเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ เพราะร่างกายเรามันมีความแตกต่างหลากหลายมากในระดับที่แม้แต่เพศกำเนิดก็อาจจะไม่ได้เป็นตัวกำหนดอะไรให้ตายตัวได้ (และฉันก็อยากบอกว่าผู้ชายก็ซอฟต์ได้ ไม่ผิด)
กรณีนี้โยงกลับมาถึงอิมาน เคลิฟ กับ หลินยู่ติง ข่าวในช่วงหลังๆ ออกมาแล้วว่า ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่าเธอมีโครโมโซม XY จริง ทำให้มองได้ว่าพวกเธอเป็นหญิงตามเพศกำเนิดที่มีภาวะ DSD หรือมีพัฒนาการทางเพศที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ย
นั่นทำให้พวกเธอไม่ใช่คนข้ามเพศ แต่พวกเธอก็ต้องเผชิญกับ Transphobia ตอนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนข้ามเพศ และถูกกีดกันบนฐานความคิดแบบเดียวกับที่ใช้เหยียดคนข้ามเพศ
นั่นทำให้พวกเธอไม่ใช่ Intersex (อย่างน้อยด้วยหลักฐานและเจตจำนงของเจ้าตัวในตอนนี้) แต่พวกเธอก็เผชิญกับการเหยียด Intersex ที่เรียกว่า Interphobia เพราะถูกกีดกันจากเรื่องเพศสรีระที่แตกต่าง
มากกว่านั้น ฉันมองว่าพวกเธอเผชิญกับการเหยียดเพศหญิงหรือ Misogyny ด้วยซ้ำ จากการที่สังคมพยายามวางกรอบว่าเพศสรีระและเรือนร่างของผู้หญิงควรจะเป็นแบบใด พอคนเห็นเคลิฟเป็นหญิงผู้มีกล้ามเนื้อดูทะมัดทะแมงก็ทึกทักไปก่อนแล้วว่าเธอ “เป็นชาย” อ้างว่าเป็นคนข้ามเพศ (ซึ่งเป็นอคติเหยียดคนข้ามเพศอีกต่อ) อ้างว่าเทสโทสเตอโรนในตัวเธอมันช่างชั่วร้าย รุนแรง หรือมีข้อได้เปรียบ (จริงๆ แล้วเกิดเป็นเพศไหนก็มีเทสโทสเตอโรนทั้งนั้น อาจจะมากหรือน้อยต่างกัน)
Fact Check ทั้งเคลิฟ และ หลินยู่ติง ต่างก็เคยลงแข่งที่โอลิมปิกโตเกียว ปี 2021 มาก่อน แต่ก็ไม่มีใครได้เหรียญกลับบ้าน หมายความว่าพวกเธอก็ไม่ได้ชนะเสมอไป
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือหลักสิทธิมนุษยชนที่คุ้มครองคนข้ามเพศ Intersex รวมถึงผู้หญิงจะออกมาว่าอย่างไรก็ตาม พวกฝ่ายขวาก็ไม่สนกันหรอกค่ะ นี่ก็ฉวยเอาเรื่องนี้ไปใช้เพื่อการกีดกันคนข้ามเพศเรียบร้อยแล้วในช่วงที่การเลือกตั้งสหรัฐฯ กำลังใส่กันแรงๆ แล้วฝ่ายอนุรักษ์นิยมพรรครีพับลิกันก็ใช้วาทกรรมกีดกันทรานส์ออกจากกีฬาเป็นหนึ่งในจุดขายของพวกเรา [5]
Bio Essentialism แนวคิดอันตรายที่ทำร้ายทุกคน
แนวคิดที่ว่าเพศสรีระ/ชีวภาพคือชะตากรรมนั้นแสนจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมันลดทอนความซับซ้อนและหลากหลายของร่างกายมนุษย์ และแน่นอนว่ามันยังมีลักษณะการเหยียดเชื้อชาติสีผิวแฝงอยู่ด้วย เพราะเพศสรีระโดยเฉลี่ยของคนต่างเชื้อชาติสีผิวก็มีพัฒนาการต่างลักษณะกันไป เช่น ผู้หญิงผิวสีมักจะถูกมองว่าน่ากลัวเพราะดูมีสรีระ “คล้ายชาย” มากกว่าจากมุมมองของคนขาว
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่มากพอที่จะฟันธงได้ว่าผู้หญิงข้ามเพศมีข้อได้เปรียบผู้หญิงตามเพศกำเนิด ไม่เพียงเท่านั้นการใช้ Bio Essentialism มาแบ่งแยกชายหญิงนั้น อาจจะยิ่งกลายเป็นการกดผู้หญิงให้ด้อยค่าแทนที่จะเป็นการยกระดับผู้หญิงเสียอีก
เพราะแนวคิดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรเลยกับการที่เด็กผู้ชายบอกกับเด็กผู้หญิงในโรงเรียนว่า “เธอเป็นผู้หญิง เธอก็ทำได้เท่านี้แหละ ผู้ชายทำได้ดีกว่า” เป็นการทำให้ผู้หญิงเสียกำลังใจในการที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ปิดกั้นความสามารถของผู้หญิง และด้วยโลกที่ปิดกั้นผู้หญิงแบบนี้เอง ผู้คนถึงได้แปลกใจเวลาเห็นคนอย่าง ใบ, เคลีฟ และ หลินยู่ติง แล้วก็พยายามข่มเหงฟังแกพวกเธอ จากความที่ไม่อยากเชื่อว่าพวกเธอจะมีอยู่จริง
ฉันใดก็ฉันนั้น พวกเหยียดเพศเหล่านี้ไม่เชื่อเช่นกันว่าผู้หญิงข้ามเพศโดยเฉพาะที่เทคฮฮร์โมนแล้วจะมีเพศสรีระที่เปลี่ยนไปมากจนเทียบเท่าหรือเข้าใกล้หญิงตามเพศกำเนิด จึงพยายามกีดกันพวกเธอ แม้กระทั่งกับอะไรก็ตามที่แทบจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศสรีระเลย
ดังนั้นแล้วฉันก็อยากให้โอกาสนี้ ขอร้องให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่าผู้หญิงข้ามเพศก็เคยโดนกีดกันมาก่อนในแบบเดียวกัน
พวกเราต่างเป็นเหยื่อของความคิดล้าหลังนี้ทั้งนั้น
ความคิดล้าหลังที่อ้างว่า “เพศสรีระคือชะตากรรม” เป็นกรงขังศักยภาพของพวกเรา
[1] https://www.them.us/story/trans-darts-player-noa-lynn-van-leuven-speaks-out
[3]
https://www.them.us/story/trans-darts-player-noa-lynn-van-leuven-speaks-out
[4]
https://www.thepinknews.com/2024/05/21/noa-lynn-van-leuven-trans-darts-player/
https://inews.co.uk/sport/transgender-darts-star-noa-lynn-van-leuven-bullied-tournament-3180489
[5]
เรื่อง: ริงโกะ มิโมซ่า
กราฟิก: Jimmy Tinnawut
เป็นลูกแม่ค้าสตรีทฟู้ด ที่พอถึงช่วงยุค 2000s ก็หารายได้เสริมระหว่างเรียนด้วยการเขียนคอลัมน์วิจารณ์เพลง (ใช้ชื่อเดดเนม) + ถือกล้องตะลุยงานอีเวนท์ งานเสวนา ไปจนถึงการประท้วง ต่อมาถึงผันตัวมานั่งโต๊ะทำงานแปล, เขียนบทความ, ครีเอเตอร์ และเป็นนักเขียน Young Pride Club ที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน

You must be logged in to post a comment.