
ปี 2567 อาจจะมีเรื่องน่ายินดีสำหรับชาว LGB และ Q เพราะการที่พรบ.สมรสเท่าเทียมผ่านร่างได้สำเร็จ แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าละเหี่ยใจสำหรับชาวทรานส์, นอนไบนารี และเพศสภาพหลากหลาย ที่ไม่ได้รับการผ่านร่างกฎหมายรับรองเพศสภาพ หรือ การเลือกเพศทางกฎหมายตามเจตจำนงของบุคคลนั้นๆ เอง ด้วยข้ออ้างจากนักการเมืองบางคนที่ว่า มันจะทำให้คน “ไม่รู้จักเพศ”
ส่วนตัวฉันเอง ที่เป็นทั้ง หญิงข้ามเพศ และ เลสเบียน ก็คงต้องบอกว่ามันน่ายินดีอยู่เหมือนกันแต่ไม่สุด คือยินดีได้ส่วนหนึ่งในความเป็นเลสเบียนของตัวเองที่อัตลักษณ์ทางเพศวิถี หรือ sexual orientation ได้รับการยอมรับ แต่ก็ชวนให้เซ็งกับการที่เพศสภาพ หรือ gender identity ของฉันกลับไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งๆ ที่เพศสภาพของฉันคือสิ่งที่อยู่กับฉันตลอดเวลาด้วยซ้ำ ไม่ว่าฉันจะรักใครอยู่หรือไม่ก็ตาม
เพศสภาพคือสิ่งที่ประกอบสร้างความเป็นตัวตนของคนนั้น เป็นสิ่งที่สื่อถึงจิตใจภายในของเขาหรือเธอว่าเป็นเพศไหน (หรือไม่มีเพศ) แล้วป้ายอัตลักษณ์ของพวกเราก็เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่จะบอกว่าเราคือใคร มีตำแหน่งแห่งที่แบบไหนในสังคมตอนนี้ มีความเสี่ยงถูกทำร้าย รังแก และกดขี่ในรูปแบบไหน พูดง่ายๆ ที่สุดคือ มันเป็นหัวใจของฉันที่ไม่อยากให้ใครมาย่ำยีด้วยการไม่ยอมรับตัวตน
มันน่าเจ็บปวดที่เราผ่านยุคสมัยต่างๆ มาหลายปีแล้วจนกระทั่งถึงปี 2025 แต่ก็ยังมีเรื่องที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ LGBTQ+ โดยเฉพาะกับสายเพศสภาพ (gender identity) อย่างคนข้ามเพศ นอนไบนารี และเพศหลากหลายอื่นๆ หรือกระทั่งกลุ่มวิถึทางเพศที่แตกต่างจากค่านิยมหลักในสังคมอย่าง polyamory หรือกลุ่มเพศวิถีตกสำรวจอย่าง asexual หรือ aromantic
ในที่นี้ฉันจะขอพูดถึง ความเข้าใจผิดในสังคม ผ่านมุมมองของทรานส์เลสเบียน ก่อนแล้วกันค่ะ มันเป็นสิ่งที่ฉันยังต้องเผชิญ เป็นเรื่องเจ็บปวดในชีวิตประจำวัน บนหน้าโซเชียล หรือแม้กระทั่งจากสังคม LGBTQ+ ด้วยกันเอง ในฐานะที่เราเพิ่งจะเข้าสู่ปี 2025 นี้ ฉันก็อยากให้ความเข้าใจผิดที่สร้างความเจ็บปวดเหล่านี้หมดๆ ไปสักที

ความเข้าใจผิดที่ 1 สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว LGBTQ+ ก็ไม่เห็นต้องเรียกร้องอะไรแล้วนะ
นี่ ตัวอย่างของความเข้าใจผิดว่า LGBTQ+ มีแต่ประเด็นเรื่อง “ใครรักใคร” เท่านั้น ลืมประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ฉันเป็นใคร” ขอโทษที่ต้องบอกตามตรงว่าสำหรับฉันแล้วประเด็นที่สองออกจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ
ในประเทศที่ยังไม่มีการรับรองเพศสภาพ ยังคงทำให้ฉันต้องแบกใบเอกสารต่างๆ ที่ระบุตัวตนทางเพศแบบผิดๆ ไม่ตรงกับจิตใจที่แท้จริงของฉัน เหมือนถูกเข็มแทงทุกครั้งที่ต้องหรอกเอกสารหรือพูดถึง “เพศทางกฎหมาย” ของตัวเองบางทีก็แทบจะเหมือนถูกมีดแทงมิดด้ามแล้วบิดให้มันหักคาตัวเรา เมื่ออีกฝ่ายพูกดถึงเพศที่ไม่ใช่ตัวตนของเราออกมาให้ได้ยิน แบบที่เรียกว่า misgender ใช่ค่ะ มันเจ็บปานนั้น แม้กระทั่งกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ควรจะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้เวลาทำงานกับคนข้ามเพศก็ยังมักจะเรียกเพศผิด
พูดถึงเรื่องทางการแพทย์แล้ว ในไทย ที่อ้างว่าเป็นสวรรค์ของ LGBTQ+ เนี่ย ยังไม่มีสวัสดิการการดูแลทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือการข้ามเพศด้วยซ้ำ ฉันต้องทำงานเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อที่จะเอามาจ่ายการดูแลเรื่องการข้ามเพศแปลงเพศต่างๆ เอง (เช่นเดียวกับคนข้ามเพศจำนวนมากที่แปลงเพศมาก่อนหน้าฉัน) ใครว่าตัวเองทำงานหนักแล้ว ฉันโหมหนักยิ่งกว่าเป็นสองสามเท่าเพื่อเอามาเติมตรงนี้ แม้กระทั่งการตรวจวัดฮอร์โมนและการให้คำปรึกษาเรื่องการข้ามเพศก็ไม่มีสวัสดิการตรงนี้ หรือ ถ้ามีกลุ่มที่ทำให้ฟรีก็เข้าถึงยากหรือมีน้อย และฟรีแต่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น
ค่ะ ฉันโหมงาน นั่งพิมพ์งานต่างๆ หน้าคอมพิวเตอร์กระทั่งวันหยุด มีเงินข้ามเพศจนเทคฮอร์โมนแล้วมีเต้านมขึ้นบ้าง พอหอบเต้าเอาไปให้โรงพยาบาลรัฐตรวจ (เพราะมีสวัสดิการบัตรทอง) เนื่องจากสงสัยเรื่องเนื้องอก แต่กลับถูกระบุเพศแบบผิดๆ misgender กันในใบ refer ที่เขาให้ฉันต้องหอบเอาให้อีกตึกเอง
ที่ใช้คำว่า “หอบ” เพราะอย่างที่ว่าไปว่าการถูก misgender นั้นมันหนักอึ้ง เหมือนมีมีดแทงแล้วบิดคาอยู่ที่อก ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บปวดรวดร้าว
นี่พอจะเข้าใจบางหรือยังว่าการรับรองเพศสภาพสำคัญในระดับชีวิตเลยดีเดียว
การที่คนข้ามเพศจะได้รับการยอมรับตัวตนที่แท้จริง มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน มันเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันกับเรื่องการแต่งงานเลย
แล้วเราจะนำทางไปสู่ความเข้าใจผิดเรื่องที่สองที่ใกล้เคียงกันค่ะ…

ความเข้าใจผิดที่ 2 ผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียนได้เปรียบนี่ ไม่จำเป็นต้องใช้ “สมรสเท่าเทียม” ก็แต่งงานได้
ก่อนอื่น… ขอถามหน่วยนะคะว่า ผู้หญิงข้ามเพศรักหญิง หรือทรานส์เลสเบียน เนี่ย
ถ้าเกิดเธอตกหลุมรักและอยากแต่งงานกับทรานส์หญิงอีกคนหนึ่งล่ะ
(ทรานส์หญิง = ผู้หญิง อย่าลืม)
แล้วทั้งคู่ ซึ่งอยู่ในประเทศที่ยังไม่มีการรับรองเพศสภาพ ต่างก็ถือบัตรที่ระบุเพศตามเพศกำเนิด (เพศกำหนด) ทั้งคู่ คือ ช กับ ช
แบบนี้แล้ว พวกเธอทั้งสองคนนี้ ก็ไม่ได้ต้องการ สมรสเท่าเทียม ด้วยงั้นหรือคะ?
อ่ะ… ฉันเข้าใจว่าคนที่คิดแบบนี้น่าจะจงใจโจมตีทรานส์หญิงที่มีคู่เป็นหญิงตามเพศกำเนิดมากกว่า แต่มันก็ถือเป็นการละเลยเรื่องบางเรื่องอยู่ดี ซึ่งฉันก็ได้พูดถึงไปแล้วในข้อแรก (ใครอ่านข้ามมาขอให้ลองย้อนกลับไปอ่านข้อแรกก่อน) คือเรื่องตัวตนที่ว่า “ฉันเป็นใคร” นี่แหล่ะค่ะ
คิดดูละกันว่า ถ้าสมมุติฉันกับคนรักเก่าที่เป็นหญิงตามเพศกำเนิดหญิง จะไปจดทะเบียนกัน มันคงไม่มีอุปสรรคมากเท่ากับ คู่คนเพศกำเนิดหญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย ก็จริง แต่มันจะเจ็บปวดมากที่ชื่อของฉันยังเป็นชื่อเก่า คำนำหน้าของฉันยังเป็น “นาย” แล้วมันจะฝังอยู่ตลอดไป หรือไม่เช่นกันก็นานมากจนกว่าจะมีกฎหมายรับรองเพศสภาพออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น ตัวตนของฉันมีอยู่ในชีวิตประจำวันทุกแห่งหน ไม่ใช่เพียงแค่การแต่งงานซึ่งเป็นแค่ชิ้นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ตัวตนของฉัน สิ่งที่ฉันเป็น เพศสภาพ Gender Identity คือส่วนใหญ่ๆ ในชีวิตฉัน
มันจะอีกนานเท่าไหร่ ที่ฉันยังคงต้องแบกเพศสภาพที่ไม่ตรงกับจิตใจของฉันไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะแต่งงาน จะเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ จะทำธุรกรรมต่างๆ ด้วยการกรอกช่องที่ไม่ตรงกับเพศสภาพเราด้วยความจำเป็น จะถูกคนเรียก “คับๆๆๆ” ใส่เหมือนเราเป็น “เด็กผู้ชาย” จะถูกแพทย์ระบุเพศสภาพผิดในใบ refer ทั้งที่ลักษณะทางเพศของฉันเอียงไปในทางความเป็นหญิงและมีความเสี่ยงโรคแบบหญิงตามเพศกำเนิดแล้ว เสี่ยงจะถูกคู่เดทมองว่าเป็นแค่ “ผู้ชายผมยาวออกสาว” รู้สึกแปลกแยกจากวัฒนธรรมกระแสหลักของ “เควียร์” ในไทยที่มักจะมาจากวัฒนธรรมเกย์แมนกับเกย์สาว แล้วเราก็ถูกมองอย่างเข้าใจผิดว่าผู้หญิงข้ามเพศเป็นเกย์สาวที่สาวมากๆ จนต้องข้ามเพศ อ้าว แต่อีนี่มันชอบผู้หญิงนี่นา มันจะเป็นคนมีความหลากหลายทางเพศไปได้ยังไง แล้วมันจะแต่งตัวสาวไปทำไมน่ะ ไม่ได้ออกสาวขนาดนั้นสักหน่อยด้วย เกย์สาวที่แท้จริงต้องกรีดกรายในระดับ drag หรือ แฟชั่นโชว์สิ!
ขอโทษ และ ขอโทษ ที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบ “กระแสสำนึก” !!
แต่ความเจ็บปวดยาวนานพอไขก็อกออกมาก็พรั่งพรูเป็นสายแบบกรีดเลือดเขียนเช่นนี้แล

ความเข้าใจผิดที่ 3 ทรานส์หญิงคือเกย์ออกสาวที่สาวมากกกกก เป็น drag queen เพศเป็นการแสดงทั้งหมด
เพศสภาพ เป็น การรับรู้ว่าตนเองต้องการเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง หรือเพศอื่นๆ ซึ่งบางคนอาจมีอัตลักษณ์ทางเพศตรงกับอวัยวะเพศ และโครงสร้างทางร่างกาย แต่บางคนอาจมีอัตลักษณ์ทางเพศแตกต่างจากเพศกำเนิด หรือเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “คนข้ามเพศ (Transgender)”
อันนี้ฉันไม่ได้เขียนเองแต่ก็อปปี้จากที่นี้มาทั้งหมด [1] แค่ดัดแปลงแก้ไจให้ฟังดู inclusive มากขึ้น
ส่วน เพศวิถี คือ ฉันดึงดูดทางเพศกับเพศไหนหรือรักเพศไหน ไม่เหมือน เพศสภาพ
นี่คือสิ่งที่ต้องแยกแยะให้ออก ถ้าคุณอยากจะยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง
ก่อนที่จะบ่นโวยวายว่าจะแบ่งไปทำไมให้มากความ หรือจะมี label ป้ายแปะไปทำไมเยอะแยะ ซึ่งฉันขอยกยอดไปเป็นเรื่อง “ความเข้าใจผิดที่ 4” ฉันก็ขออธิบายก่อนว่ามันมีปัญหาอยู่จริงๆ กับความเข้าใจผิดๆ ที่เอาเรื่องเพศวิถีอย่าง เกย์, เลสเบียน มาปนกับ เพศสภาพ
อย่างที่อธิบายไปแล้วในข้ออื่นๆ คือมันทำให้คนเข้าใจผิดว่า แค่สมรสเท่าเทียม ก็เพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่มันไม่ครอบคลุมมิติการใช้ชีวิตประจำวันทั้งชีวิต (ที่ไม่ใช่แค่การแต่งงาน) ของเพศสภาพต่างๆ เลย มันครอบคลุมแค่เพศวิถี อย่าง เกย์ กับ เลสเบียน เท่านั้น
คือ พอมันมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่ทั่วถึงด้านสิทธิต่างๆ มันก็ต้องชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ยังไม่ได้รับสิทธิทั่วถึงมันมีอยู่ ถึงต้องแบ่งประเภทต่างๆ ให้รู้กันว่า มันมีเพศสภาพ กับเพศวิถี แล้วมันก็มีการแสดงออกทางเพศ (gender expression) อีกด้วย ที่ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นไปตามเพศวิถี กับเพศสภาพ เสมอไป
นั่นหมายความว่าในตัวมนุษย์เราคนหนึ่ง มันมีหมดนั่นแหล่ะ เพศสภาพ, เพศวิถี, การแสดงออกทางเพศ ฯลฯ
[ตัวอย่าง A]
ลองนึกดูก็ได้ ว่าถ้าคุณเห็น ผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวกับเอี้ยมยีนส์
คุณอาจจะทึกทักไปก่อนว่าผู้หญิงคนนี้คือ ผู้หญิงตามเพศกำเนิด (cis woman)
เป็นหญิงรักชาย (straight) มีการแสดงออกทางเพศเป็นหญิงแบบเรียบๆ ไม่ได้เฟมินีนจ๋า
ในที่นี้คงต้องบอกว่า gender expression คุณพูดถูก เพราะมันเห็นได้ชัดเจนที่สุดนี่เนอะ
อาจจะเหลื่อมๆ ไปบ้างตามการตีความการแสดงออกทางเพศตามแต่ละวัฒนธรรม (ในบางวัมนธรรมอาจจะตีความแฟชั่นแบบนี้ว่าเฟมินีนจ๋าเลยก็ได้ใครจะไปรู้) แต่อย่างอื่นคุณอาจจะเดาผิด เพราะที่จริงแล้วพอได้คุยกับเธอ หญิงคนนี้ก็บอกว่าเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศ แล้วก็เป็นหญิงรักหญิงด้วย
คุณเห็นใช้ไหมว่า การแสดงออกทางเพศ ไม่ได้จำเป็นต้องบ่งบอกทุกสิ่งทุกอย่างของตัวคนนั้นๆ
ในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงข้ามเพศ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น drag queen และ drag queen ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหญิงข้ามเพศ ฉันขอเสนอล้ำไปกว่านั้นด้วยซ้ำว่า cis women หรือหญิงตามเพศกำเนิดบางคนก็เป็น drag queen ได้ด้วยซ้ำ เพราะ drag เป็นการแสดงออกทางเพศแบบเว่อร์วัง ไม่ใช่เพศสภาพ ไม่ใช่เพศวิถี
ผู้หญิงข้ามเพศหลายคนไม่ได้แสดงออกทางเพศแบบเฟมีนีนเว่อร์วังตะวันตกจ๋าๆ แบบ drag queen ไม่ได้รู้สึกสมาทานกับวัฒนรรม drag ด้วยซ้ำ ผู้หญิงข้ามเพศจำนวนมากที่แสดงออกทางเพศเป็นหญิงตามสไตล์ต่างๆ หลากหลาย จะคาวาอี้แบบญี่ปุ่น จะลุคคุณหนูเกาหลี จะดูเรียบหรู จะดูก๋ากัน จะดูเป็นจิ๊กโก๋สาว ฯลฯ ก็ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกกดดันให้เป็นหรือให้ต้องชอบ drag queen เพราะนั่นมันคือการแสดงออกทางเพศ
ถ้ายังไม่เข้าใจโปรดกลับไปอ่าน [ตัวอย่าง A]
การเข้าใจผิดว่าผู้หญิงข้ามเพศ (เพศสภาพ) กับ drag queen (การแสดงออก) กับ เกย์สาว (เพศวิถี+การแสดงออก) เป็นอย่างเดียวกันนั้นไม่เพียงแค่น่ารำคาญเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องอันตรายด้วย ในแง่หนึ่งมันเป็นการลบเลือนตัวตนของ ทรานส์เลสเบียน คือ หญิงข้ามเพศ (เพศสภาพ) ที่รักหญิง (เพศวิถี) ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นการกระจายความเข้าใจผิดว่า ตัวตนของผู้หญิงข้ามเพศ …ผู้ที่ทั้งชีวิตของพวกเธอคือเพศหญิง กลับถูกกล่าวหาว่า “เป็นแค่การแสดง” เพราะเข้าใจผิดกับการเป็น drag
ค่ะ สังคมที่เข้าใจเราผิดๆ แบบนี้ก็มีอยู่
คิดแล้วก็ปวดหัว และ ปวดใจ
ผู้หญิงข้ามเพศ ไม่ใช่แค่การแสดง พวกเราคือผู้หญิงในแบบของพวกเรา
พวกเราไม่ได้จำเป็นต้องแสดงออกเว่อร์วัง กรีดกราย หรือ ทำตัวเสมือนอยู่บนแคทวอล์กอยู่ตลอดเวลา
พวกเราผู้หญิงข้ามเพศ (เพศสภาพ) จะรักหญิงรักชายรักเพศไหน (เพศวิถี) จะแต่งตัวหรือมีกริยาท่าทายอย่างไร (การแสดงออกทางเพศ) มันก็เรื่องของพวกเรา
ฉันเป็นผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน เสมอมา ฉันไม่เคยเป็น “เกย์สาว” ฉันไม่เคย และไม่คิดจะ drag ฉันรักผู้หญิงมาตลอด และยิ่งหลังเทคฮอร์โมนยิ่งรู้สึกรักผู้หญิงแบบลึกซึ่งมากขึ้นด้วยซ้ำไม่รู้ทำไม

ความเข้าใจผิดที่ 4 การแปะป้ายหรือการแบ่ง SOGIE+SC เป็นการ “จำกัดกรอบ” ของแทร่มันต้องไม่มีการแปะป้ายเท่านั้น
คือ ก่อนที่จะชำแหละแนวคิดที่ฟังดูเท่ก็จริงแต่กลวงโบ๋แบบนี้เนี่ย ฉันขอย้อนกลับไปสู่พื้นฐานทั้งหมดก่อนเลยว่า
เรามีภาษาเอาไว้ทำไมคะ?
เรามีภาษาเอาไว้สื่อสาร ใช่ไหม?
เราสร้างคำอธิบายให้สิ่งๆ หนึ่งแล้วให้ชื่อกับมันเพื่อที่จะสื่อถึงคุณสมบัติของสิ่งๆ นั้น และความเกี่ยวข้องของเรากับสิ่งๆ นั้น เช่น ทำไมเรียกโทรศัพท์มือถือว่า “มือถือ” ล่ะ
จะให้บอกว่า “เธอไปหยิบ [อุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ถ่ายรูป ใช้แช็ต และเข้าถึงแอพฯ ต่างๆ ได้] ให้เราหน่อย”
แทนที่จะบอกว่า “เธอไปหยิบ [มือถือ] ให้เราหน่อย” อย่างนั้นหรือ
เรามีภาษาที่แปะป้ายสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะสื่อถึงสิ่งๆ นั้นได้อย่างเข้าใจตรงกันได้กระชับขึ้น
ทว่า คนเราน่ะ มันก็ไม่ใช่สิ่งของนี่เนอะ
แต่คนเราก็มีอัตลักษณ์ มีการรับรู้ตัวเองต่างๆ มีการเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว
ซึ่งเป็นการรับรู้ได้ด้วยตัวบุคคลคนนั้นๆ เองว่าเขาเป็นใคร เราเป็นใคร
แล้ว “ป้าย” เนี่ยแหล่ะ ที่เราเขียนขึ้นมาเพื่อสื่อถึงตัวเอง เพื่ออธิบายให้สังคมรู้ว่า เราเป็นใคร
คุณจะบอกว่า “ไม่อยากมีป้าย” หรือ “ไม่ได้มีป้าย” แบบนั้นก็ได้เหมือนกัน แต่แต่อยากบอกให้รู้ว่า ผู้คนก็จะจดจำคุณในฐานะ “ผู้ไม่ได้มีป้าย” มันก็จะกลายเป็นป้ายของคุณอยู่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมนุษยเราไม่ได้อยู่ลำพัง แต่มีคนรอบตัว สังคมรอบตัว เป็นกระจกสะท้อนเราอยู่ตลอดเวลา
แล้วเราก็ไม่อยากให้กระจกสะท้อนภาพของเราออกมาบิดเบี้ยว ต่างไปจากอัตลักษณ์ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกไหม
แต่เอ๊ะ!!? แล้วป้ายเนี่ย มันไม่ได้จำกัดกรอบให้เราเหรอ?
ถ้าคุณยังคงมีคำถามดื้อดึงถึงขนาดนี้ ฉันก็คงต้องบอกหน่อยล่ะว่า คุณกำลังสับสนในระดับปรัชญาทางภาษา
คุณกำลังเข้าใจผิดว่า “ป้ายอัตลักษณ์” มันคือ ภาษาในเชิง “ใบสั่ง”
คือเข้าใจผิดว่า ป้ายมันคือ การกำหนดให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นหรือเป็นไปตามนั้น
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่
แต่ “ป้ายอัตลักษณ์” มันเป็น “เครื่องมืออธิบาย” ต่างหาก ไม่ใช่ “ใบสั่ง”
เอางี้ค่ะ ถ้าคุณเดินไปเจอป้าย “ระวังหลุม” คุณจะรู้สึกอย่างไร
คุณจะรู้สึกระวังตัวเพราะกลัวว่าจะมีหลุมอยู่แถวนั้น และอาจจะขอบคุณคนเขียนป้ายเตือนด้วยซ้ำ ว่าช่วยสื่อสารว่ามีหลุมอยู่ ทำให้คุณระวังตัวได้ ไม่ตกหลุม ในที่นี้ ป้ายคือเครื่องมืออธิบายค่ะ
เพราะป้ายไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดหลุมเสียหน่อย
แนวคิดแบบของคนที่อ้างว่า “ป้ายอัตลักษณ์ เป็นกรอบ” นั้น เป็นแบบเดียวกับที่คิดว่าพอเขียนป้ายแล้ว ถึงได้มีหลุม ทั้งที่จริงๆ แล้ว มีหลุมอยู่ก่อน คนถึงเขียนป้ายบอกเพื่อสื่อสารว่ามีหลุมอยู่
อัตลักษณ์ตัวตนเราก็เป็นแบบนี้แหล่ะค่ะ มันคือสิ่งที่มีอยู่มาก่อน แล้วเราก็หาคำมาอธิบายมันให้สังคมได้รู้ว่าเราเป็นใคร เราคือตัวตนแบบไหน อย่างฉันเองเนี่ยกว่าที่จะเข้าใจตัวเองได้ ก็ผ่านความสับสน ความเจ็บปวดมาก่อน บางครั้งก็แทบจะกรีดเลือดกรีดเนื้อตัวเอง ความรู้สึกว่ามีชีวิตแบบไม่เต็มที่ กว่าจะหา “ป้าย” ให้ตัวเองเจอว่าเราเป็นใครก็ปาไปครึ่งชีวิตแล้ว
“ป้าย” ที่อธิบายตัวฉันได้ได้และทำให้ฉันเข้าใจในที่สุดว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นทรานส์เลสเบียนนี่เอง ฉันเข้าใจตัวเองแล้วในที่สุด ฉันจึงหวงแหนมาก ไม่ยอมให้ใครมาลบเลือนการมีป้ายอัตลักษณ์ทิ้งไป เพราะนี่คือสิ่งที่อธิบายความเป็นตัวฉันได้ดีที่สุด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่จะเป็นทรานส์เลสเบียน จะต้องมาเป็นแบบฉันทุกคนเสียหน่อย ไม่ต้องทำตัวเฟมินีนคาวาอี้ (การแสดงออกทางเพศ) หรือแต่งตัวเรียบๆ แบบฉัน มีทรานส์เลสเบียนที่ออกทะมัดทะแม่งหน่อยก็มี แต่งตัวปอนๆ ก็มี หรือเฟมินีนจ๋ากว่าฉันมากก็มี แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมารู้ตัวเอาครึ่งชีวิตแบบฉันก็ได้ ฉันไม่อยากให้คนรุ่นต่อไปลำบากแบบฉันเลย อยากให้พวกเขารู้ตัวเร็วๆ ด้วยซ้ำ จึงต้องมีป้าย “ทรานส์เลสเบียน” นี้ไว้ เป็นเสมือนป้ายบอกทาง เผื่อพวกเขาหลงทางจะได้หาตัวเองเจอ

ความเข้าใจผิดที่ 5 การรับรองเพศสภาพ หรือข้อเรียกร้องอื่นๆ ของ LGBTQ+ เป็นการ ”ขอมากเกินไป”
ก่อนอื่น ฉันอยากจะถามง่ายๆ ว่า การให้ทุกเพศมีอิสระภาพในการปรับคำนำหน้านามตามเจตจำนงของพวกเขาเอง มันได้ทำให้คุณเสียผลประโยชน์อะไรไปหรือเปล่า มันทำให้คุณขายของได้น้อยลงหรือเปล่า มันทำให้คุณทำงานหนักขึ้นหรือเปล่า ก็ไม่ใช่นี่นา
ในทางตรงกันข้าม… ฉันกลับคิดว่า…
{1} การที่คนๆ หนึ่งสามารถเป็นตัวของตัวเองได้
โดยที่สังคมยอมรับ-รับรองอัตลักษณ์ของพวกเขา
มันจะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง
ทำให้มีแรงจูงใจอยากใช้ศักยภาพสร้างสรรค์สังคมของพวกเขามากขึ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเชื่อว่าการรับรองเพศสภาพ
จะเป็นประโยชน์ ในการทำให้ประชากรของเราใช้ศักยภาพพัฒนาประเทศได้มากยิ่งขึ้น
แต่ก็มีบางคนกังวลว่า ถ้าหากมีคนเลือกจะไม่ใช้คำนำหน้านาม หรือไม่ระบุเพศ หรือระบุเพศตามเจตจำนงของพวกเขา มันจะกลายเป็นการทำให้เขา “ไม่รู้จักเพศ” ของอีกฝ่ายหรือเปล่า
ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ย้อนแย้งเหลือเกินค่ะ
เพราะคนที่คิดแบบนี้ต่างหาก ที่ไม่เคยคิดที่จะทำความรู้จักกับเพศ (หรือกระทั่งความไม่มีเพศ) ของอีกฝ่ายเลย พวกเขาแค่อยากกำหนดและตัดสินเพศของคนอื่นด้วยการเขียนป้ายแปะเขา หรือปล่อยให้สังคมเขียนป้ายแปะเขา แทนที่จะให้พวกเขาเขียนป้ายให้กับตัวเอง ตามประสบการณ์และการรับรู้ตัวเอง
ซึ่งป้ายที่พวกเขาเขียนให้ตัวเองนี่ต่างหากล่ะ
ที่เป็นเพศที่แท้จริงของพวกเขา ที่คุณควรจะทำความรู้จัก
คนเราจะรู้จักอีกฝ่ายได้ ก็ต่อเมื่อได้ทำให้พวกเขานำเสนอตัวเอง ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ด้วยป้าย (หรือการไม่มีป้าย) ของตัวเองเท่านั้น
การที่คุณใช้ป้ายทางเพศหญิงชายที่แปะพวกเขาแต่กำเนิดโดยที่พวกเขาไม่ได้ยินยอม ไม่ได้รับรู้ด้วย และอาจจะไม่ใช่ตัวตนของพวกเขาเลยนั้น ไม่นับว่าเป็น “การรู้จักกัน” แต่เป็นแค่อำนาจที่ใช้จำกัดกรอบพวกเขาเท่านั้น
การรับรองเพศสภาพ จะทำให้พวกเรารู้จักกันได้อย่างแท้จริง

เป็นลูกแม่ค้าสตรีทฟู้ด ที่พอถึงช่วงยุค 2000s ก็หารายได้เสริมระหว่างเรียนด้วยการเขียนคอลัมน์วิจารณ์เพลง (ใช้ชื่อเดดเนม) + ถือกล้องตะลุยงานอีเวนท์ งานเสวนา ไปจนถึงการประท้วง ต่อมาถึงผันตัวมานั่งโต๊ะทำงานแปล, เขียนบทความ, ครีเอเตอร์ และเป็นนักเขียน Young Pride Club ที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศในแง่มุมต่างๆ ผ่านมุมมองของผู้หญิงข้ามเพศเลสเบียน

You must be logged in to post a comment.