ทรัมป์คว่ำ DEI – มันคืออะไร แล้วทำไมฉันถึงคิดว่าชาวเอเชียอย่างเราควรจะต้องแคร์เรื่องนี้

Key Takeaways

  • การยกเลิกแนวทาง DEI – Diversity, Equity, Inclusion ที่แปลว่า ความหลากหลาย, ความเสมอภาค และการไม่แบ่งแยก ส่งผลเสียอย่างแน่นอนต่อเรื่องที่วงการต่างๆ จะขาดคนที่มีความสามารถเพียงเพราะถูกกีดกันด้วยความต่าง
  • นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงการตัดงบประมาณสนับสนุนกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ เช่น องค์กร Young Pride Club เองก็ได้รับผลกระทบเรื่องนี้โดยตรง ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศได้
  • แนวคิด DEI หรือที่บางคนมองว่าเป็น Woke นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว ผู้เขียนสัมผัสได้ตั้งแต่ยุค 90s เพียงแค่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพวกขวาจัดอ้างใช้วาทกรรม woke มาโจมตีแนวคิดความหลากหลายเพื่อล่อลวงปลุกปั่นผู้คนเฉยๆ ในยุคนั้นไม่มีการปลุกปั่นแบบนี้
  • คนที่ต่อต้าน woke หรือ DEI บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากมัน ในขณะเดียวกัน DEI เองก็ดูเป็นอะไรที่ไม่ติดดิน ดูสูงส่งเกินอาจเอื้อม ไปจนถึงน่าหมั่นไส้ในสายตาคนเดินดินอย่างเราๆ แต่การยกเลิกมันก็ไม่ได้แก้ปัญหา ยิ่งแต่จะทำให้คนเดินดินอย่างเราๆ ขาดโอกาสด้วยซ้ำ เราต้องร่วมกันพัฒนาให้ DEI มันยึดโยงกับผู้คนติดดินอย่างเราได้มากขึ้นต่างหาก

มีข่าวที่ชวนให้สยองขวัญสำหรับผู้รักความหลากหลาย เมื่อประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีให้มีการยุติโครงการหรือนโยบายท้ั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ DEI – Diversity, Equity, Inclusion ที่แปลว่า ความหลากหลาย, ความเสมอภาค และการไม่แบ่งแยก

กับอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสยองขวัญโดยเฉพาะกับคนข้ามเพศ นอนไบนารี และเพศสภาพหลากหลาย คือเรื่องที่ทรัมป์สั่งยกเลิกเพศสภาพอื่นๆ นอกเหนือจากหญิง และชาย โดยสื่อนัยยะเน้นแค่เพศกำเนิด ทำให้ส่งผลกระทบกับคนข้ามเพศที่ไบนารีด้วย

แน่นอนว่าหลังจากที่มีการประกาศในเรื่องนี้ไปได้ 2 สัปดาห์ (ณ เวลาที่ฉันเริ่มเชียน) มีทั้งผลพวงเลวร้ายที่เกิดตามมาเรียบร้อยแล้ว เช่น การที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางส่วนเซ่นนโยบายต่อต้าน DEI ซึ่งพวกเขา ต่างก็เป็นเจ้าหน้าที่ในหลายภาคส่วน ทั้งกลุ่มงานไอที, อัยการสิทธิพลเมือง, กลุ่มงานประชาสัมพันธ์

เชอเรีย สมิทธ์ ประธานสหภาพ AFGE Local 252 ซึ่งเป็นสหภาพสำหรับคนทำงานกระทรวงศึกษาธิการเกือบ 3,000 ราย สงสัยว่าการสั่งพักงานเช่นนี้อาจจะเป็นวิธีการ “ข่มขู่คุกคาม” ในแบบของทรัมป์

การยุติเรื่อง DEI นี้ยังจะส่งผลเกี่ยวกับงบประมาณด้วย ทำให้มีการระงับงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เว็บเพจที่เป็นข้อมูลสำหรับนักเรียนนักศึกษาก็ปิดตัวลง รวมถึงเว็บสำหรับนักเรียนที่เป็นชาว LGBTQ+ ด้วย [1]

และเมื่อไม่นานนี้เอง ช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ ก็มีผลกระทบเกิดขึ้นกับวงการมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เริ่มจากการที่มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ในบอสตัน ยกเลิกการใช้ภาษาแบบที่มีคำนึงถึงอย่างครอบคลุมด้าน DEI คือนับรวมผู้คนที่หลากหลายอย่างไม่แบ่งแยก [2] เรื่องนี้อาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่มันก็มีผลต่อผู้คนที่มีความหลากหลายหรือความเป็นชายขอบ เพราะภาษาเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้พวกเขารู้สึก belonging หรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ แล้วจะทำให้พวกเขาพัฒนาตัวเองและใช้ศักยภาพให้เต็มที่ การยกเลิกอาจจะส่งผลในทางตรงกันข้ามคือสูญเสียบุคคลที่มีพรสวรรค์เพียงเพราะพวกเขาถูกมองว่าแตกต่าง

ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มที่ทำงานส่งเสริมความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย จากการถูกตัดงบประมาณสนับสนุนกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ โดยเฉพาะกับองค์กรเรื่องความหลากหลายทางเพศ เช่น องค์กร Young Pride Club เองก็ได้รับผลกระทบเรื่องนี้โดยตรง การถูกตัดงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศได้

มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ ที่ปิดตัวสำนักงานและระงับการวิจัยในเรื่อง DEI หลังจากคำประกาศของทรัมป์ [3]

นอกจากภาคส่วนการศึกษาแล้ว ในภาคเอกชนเอง มีหลายแห่งที่เริ่มออกลาย ทำการยุติโครงการ DEI ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ เช่น Walmart, Target, Ford แต่ก็มีเอกชนน้ำดีอยู่บ้างบางส่วนที่ยังคงไม่ยอมให้มีการยกเลิก DEI ง่ายๆ เช่น Costco ที่ผู้ถือหุ้นโหวตด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นไม่ยอมให้มีการพิจารณายกเลิก DEI [2][4]

ภาคส่วนการกีฬาก็แสดงการต่อต้านคำสั่งของทรัมป์เช่นกัน ตัวอย่างเช่น โรเจอร์ กูเดลล์ ประธานลีกอเมริกันฟุตบอล NFL ประกาศในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าพวกเขาจะยังคงดำเนินนโยบายด้านความหลากหลายต่อไปเพราะเชื่อความหลากหลายนั้นสุดท้ายแล้วจะ “ดึงดูดกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” [4]

น่าปรบมือ สำหรับการท้าชนไม่บิดเบือนจุดยืนตัวเองเช่นนี้ อีกที่หนึ่งที่น่าชื่นชมเช่นกันคือ ธนาคารดอยซ์แบงก์ ซีอีโอของธนาคารคือ คริสเตียน ซิวอิง แถลงว่าพวกเขายืนหยัดหนักแน่นที่จะคงไว้ซึ่งโครงการ DEI ของตัวเอง [4]

แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางสหรัฐฯ บางส่วนก็ประกาศว่าจะดำเนินแนวทาง DEI ต่อไปถึงแม้ว่าทรัมป์จะสั่งยุติก็ตาม [5]

ทุกวันนี้ฉันยังสงสัยว่าทำไมชายไทยหลายคนต่อต้านความ woke ทั้งๆ ที่มันมีประโยชน์กับพวกเขาแท้ๆ

เรื่องการยืนหยัดไม่ยอมอ่อนข้อแบบนี้อาจจะสร้างความขุ่นเคืองใจให้กลุ่มคนที่สมาทานตัวเองว่าเป็น “ผู้ต่อต้าน woke” เพราะคิดว่าคำสั่งจากประธานาธิบดีคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทุกอย่าง แน่ล่ะค่ะว่ามันเป็นอำนาจที่ทรงพลังเอาเรื่องและส่งผลกระทบอย่างแท้จริงไปแล้วในหลายภาคส่วน แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความก้าวหน้าอะไรหลายอย่างก็ต้องต่อสู้และทัดทาน ยืนหยัดมั่นคงในจุดยืนตัวเอง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

กว่าที่เราจะมีอะไรดีๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็เพราะการยืดมั่นในจุดยืนแบบนี้ทั้งนั้นแหล่ะ ที่เราแปลกใจมากกว่าคือการต่อต้านความ woke ซึ่งพวกเขามักจะผูกติดกับ DEI ทั้งๆ ฉันไม่เข้าใตคนชาวชอบที่ต่อต้านความ woke ทั้งที่มันให้ประโยชน์กับพวกเขาแท้ๆ หรือจริงๆ คือพวกเขาไม่เคยรู้ตัวและไม่เคยมองเห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้เลยละมั้ง

ใช่ค่ะฉันหมายถึงคนใช้ภาษาไทยที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ อาศัยอยู่ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเดาว่าส่วนใหญ่ก็เป็นคนเอเชียเนี่ยแหล่ะ คุณรู้ไหมคะ สิ่งที่คนยุคปัจจุบันเรียกว่าความ woke มันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลย แล้วถ้าไม่มีความ woke อะไรหลายอย่างที่เป็นเอเชียคงไม่ได้ลืมตาอ้าปากในวงการต่างๆ ระดับโลกด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาก็จะไม่คำนึงถึงความหลากหลาย ที่จะมองว่า “เอ้อ ฉันจะมีแต่มุมมองของคนขาวไม่ได้ ควรจะให้มุมมองของคนเอเชียด้วย” และควรจะนับรวมไม่แบ่งแยกคนเอเชียออกไป

การยกเลิกแนวทางแบบ DEI นั้น อาจจะทำให้ใครหลายคนมองว่า “ความ woke” ที่พวกเขาไม่ชอบกำลังจะถึงจุดจบแล้ว พวกคุณอาจจะคิดว่าความ woke เป็น “โรคร้าย” ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเฟมินิสต์เมื่อช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา แต่หารู้ไม่ว่าการยกเลิก DEI มันส่งผลกระทบทำให้เกิดความล้าหลังไปไกลนั้นกว่ามาก เพราะอย่างที่บอกไปคือ DEI หรือสิ่งที่คุณเรียกว่าความ woke เนี่ยมันมีมานานแล้วแหล่ะ ถ้าไม่มีความ woke ที่ว่านี้ มันจะย้อนกลับไปสู่ยุคที่จะมีแต่คนขาวโลดแล่นมีบทบาทนำในแผ่นฟิล์ม มีแต่คนขาวตะวันตกที่คอยตัดสินใจอะไรต่างๆ ในการบริหารโดยไม่สนใจชาวเอเชียหัวดำอย่างพวกเรา แล้วมันก็จะส่งผลต่อสังคม ในแง่ว่ามันที่จะปลุกปั้นทัศนคติล้าหลังหรือเหยียดแบบเหมารวมให้กลับมาอีกครั้ง

อยากถามชายชาวไทยที่นับเป็นชาวเอเชียที่เกลียดความ Woke ว่า

ชอบหรือคะ ให้คนผิวขาวมีทัศนคติ ดูถูก เหมารวม หรือมองว่าพวกคุณเป็นได้แค่ตัวประกอบ เป็นพวก “คน***เล็ก” ไม่มีน้ำยา กลัวความ woke มากเสียจนอยากให้ย้อนกลับไปถึงวันวานที่ชาวเอเชียมีภาพลักษณ์แบบนี้เลยหรือ? เพราะในตอนนั้นชาวเอเชียไม่ได้มีบทบาทมากพอ ในการร่วมตัดสินใจ ในงานสร้างสรรค์ ในงานบันเทิง หรือในภาคส่วนอื่นๆ มันถึงมัทัศนคติแบบนี้ไง

“ต…แต่!! ความ woke มันทำให้ เกมของพวกเราไม่มีสาวๆ ชุดโค้งเว้า เซ็กซี่ เย้ายวน พูดตรงๆ คือ เอาหน่มน้มในเกมของชั้นคืนมาาา!!” นี่คือเสียงจากชาว anti-woke หลายคนในเน็ตที่ฉันอ่านเจอตามหน้าคอมเมนต์ค่ะ

ซึ่ง… ถ้าให้พูดกันตามตรงในฐานะคนรักหญิงเดินดินคนนึงที่ไม่ได้เป็นอรหันต์ชั้นฟ้า ชั้นก็ชื่นชอบหน่มน้นในเกมอยู่บ้างแหล่ะ และก็อยากจะเห็นผู้หญิงสวยๆ น่ารักๆ ในเกม(แต่อาจจะเป็นความสวยความน่ารักตามการตีความของฉันน่ะนะ)

เปิดอกกันค่ะ ฉันไม่ได้เหนือไปกว่าคุณ แต่ก็เป็นคนๆ ที่ถูกหล่อหลอมจากสังคมที่เต็มที่ด้วย lookism กับ beauty privilege ที่แสนจะ toxic อะไรเหล่านี้ มันหล่อหลอมฉันมาเหมือนกันในแบบที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แล้วมันก็ต้องใช้เวลาอยู่นานที่สลัดออก แล้วมีมุมมองถึงความสวยงามในแบบที่ดีใจสุขภาพใจและไม่ toxic กระนั้น ฉันก็ตรวจสอบตัวเองว่า มันก็อาจจะยังมีอะไรแบบนี้ฝังอยู่ในตัวอยู่เหมือนกัน อย่างที่บอกว่าฉันไม่ใช่อรหันต์ที่ตีตัวอยู่เหนือคนอื่น

แต่นั่นแหล่ะค่ะ … ถ้าคุณเห็นแต่ตัวละครแบบเดิมๆ

ตัวละครแหม่มคนขาว (ขอโทษ ภาษายุค 90s) หุ่นแบบเดิมๆ พูดจาแบบเดิมๆ (ไม่มีความหลากหลายทางสำเนียงท้องถิ่น) อยู่กับตัวละครชายผิวขาวผมสีน้ำตาลมีกล้ามพอประมาณ ไม่มีหรอกค่ะคนเอเชีย หรือมีก็เป็นคนรับใช้เป็นตัวประกอบที่คอยเกื้อหนุนให้คนขาวได้ดิบได้ดี ใช่ค่ะ ชายเอเชียที่ anti-woke กันเนี่ยแหล่ะ คือถ้าคุณไปเป็นตัวละครในเกมที่ไม่ woke คุณก็ได้แค่ทาส หรือตัวประกอบแบบ เหมือนในพวกภาพยนตร์ฮอลลิวูดยุคเก่าๆ แล้วคราวนี้ คนก็จะติดภาพลักษณ์นั้น ทำให้มองความเป็นเอเชียต้อยต่ำ แล้วก็ทำให้เรามองความเป็นเอเชียของตัวเองต้อยต่ำไปด้วย คนขาวก็มองว่าคนเอเชียเป็นแค่ตัวประกอบเวลามาเที่ยวหรือกระทั่งมาอาศัยในบ้านเรา คือก็พวกที่ “ไม่ woke” ก็จะเห็นเราเป็นแค่ NPC ทุกวันนี้ก็ยังมีนะคะคนขาวจำพวกนี้ ฉันอยู่ในเมืองท่องเที่ยว เมืองยอดนิยมของดิจิทัลโนแมดแล้วก็เจอพวกทำนองนี้อยู่บ้าง ผลพวงจากการที่มีมุมมองคนขาวเป็นใหญ่อย่างเดียวเป็นเวลานาน ผลพวงจาก “ความไม่ woke” เนี่ยแหล่ะค่ะ

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ อ่ะนะคะ

ว่าถ้าไม่มีความ woke มันส่งผลอย่างไร แม้แต่กับต่อชายชาวเอเชียที่กำลังอ่านบทความนี้้อยู่ก็ตาม

ที่จะบอกเนี่ย ความ woke หรือ DEI จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเลย

ตัวฉันที่เติบโตมากับสื่อบันเทิงยุค 90s ยุค 2000s ก็เริ่มเห็นพัฒนาการต่างๆ อยู่บ้าง ในการพยายามผลักดันคนผิวดำตั้งแต่ยุค 90s แล้ว [6] ในแง่ของสตรีก็มีการพูดถึง girl power อะไรกันมาตั้งแต่ยุค 90s แล้วเหมือนกัน ซึ่งเป็นสโลแกนที่ส่งเสริมพลัง ความเป็นอิสระ ความมั่นใจ และความเข้มแข็งของผู้หญิง [12] 

คือมันมีปัญหาอะไรแฝงอยู่บ้างแหล่ะ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีการอภิปรายกัน ทำให้เกิดการกลั่นกรองแล้วพัฒนากันไปตามยุคสมัย ไม่ใช่ยุบมันทิ้งไปเลย

ส่วนชาวเอเชียที่ปรากฏตามสื่อบันเทิงฮอลลิวูดเริ่มจะดูดีขึ้นบ้างในยุค 2000s จากที่ก่อนหน้านี้บทบาทดูไม่ค่อยดีหรือไม่ค่อยเด่นสักเท่าไหร่ ยิ่งช่วงยุค 2010s แล้วยิ่งจะได้เห็นชาวเชื้อสายเอเชีย-อเมริกันมีบทบาทในการสร้างเรื่องเล่าของตัวเองมากขึ้นด้วย [7]

แต่ ถ้าให้พูดกันตามตรงอ่ะนะคะ ฉันในฐานะคนเอเชียที่เกิดในเอเชีย ยังรู้สึกไม่ค่อยอินเท่าไหร่เลยกับภาพลักษณ์เอเชียในหลายๆ เรื่องในภาพยนตร์ตะวันตก อาจจะยกเว้นแค่บางเรื่อง อย่างเรื่อง Perfect Days (2023) 

เรื่อง Perfect Days เนี่ย ถึงแม้ว่าผู้กำกับจะเป็นคนขาวชาวเยอรมันอย่าง วิม เวนเดอร์ส แต่ก็มีคนร่วมเขียนบทและร่วมโปรดิวซ์เป็นชาวญี่ปุ่นเอง ทั้ง บรรยากาศ ฉาก ปรัชญาเซนที่แฝงอยู่ในเรื่อง หรือแม้กระทั่งการที่ผู้กำกับชาวเยอรมันคารวะสไตล์ของผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ยาสุจิโร โอสุ จนนำมาปรับใช้ในภาพยนตร์ของตนเอง [8] ก็ทำให้ Perfect Days ดูเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นเอเชียกางอยู่เต็มจอเงินโดยมีอิทธิพลตะวันตกแต้มอยู่เพียงรางๆ 

เทียบกับภาพยนตร์ฮอลลิวูดหลายๆ เรื่องแล้ว เช่น Shang-Chi หรือกระทั่ง Crazy Rich Asian เรื่องเหล่านั้นดูยังไงฉันก็รู้สึกว่ามันคือความเป็นตะวันตกที่กางอยู่บนจอเงินแล้วเอาความเป็นเอเชียระบายทับไปเท่านั้น ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความหลากหลายแบบเปลือกๆ

หรือว่า… นี่หรือเปล่าที่ทำให้คนหมั่นไส้ความ woke

สำหรับฉันไม่ถึงขั้นหมั่นไส้ แต่แค่รู้สึกว่าความ woke ในปัจจุบันมันยังดูเปลือกๆ อยู่ ทำให้เข้าใจว่าทำไมคนอื่นหมั่นไส้จนลามไปถึงความหมั่นไส้ DEI ไปด้วย

แต่ช้าก่อน ฉันคิดว่าวิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การทำลายความ woke หรือ DEI ทิ้งไปเลย ถ้าสะพานมันมีปัญหาก็ต้องซ่อมหรือปรับปรุงให้ดีขึ้นสิคะ ไม่ใช่พังสะพานทิ้ง 

ฉันคงไม่อยากให้มันย้อนกลับไปสู่ยุคคนขาวเป็นใหญ่บนหน้าแผ่นฟิล์ม ในบอร์ดผู้บริหารบริษัทหรือองค์กรกีฬา ในพื้นที่องค์กรภาครัฐ หรือในกระทั่งในวิดีโอเกม ซึ่งมันจะทำให้ชาวเอเชียอย่างพวกเรากลายเป็นแค่ “คนรับใช้” หรือ “ตัวประกอบ”

แล้วฉันก็คิดว่าสิ่งที่ วิม เวนเดอร์ส ทำก็ตั้งอยู่บนปรัชญาแบบ DEI เนี่ยแหล่ะ คือการให้ส่วนร่วมอย่างมากเลยกับชาวญี่ปุ่น เพียงแค่เขาทำได้ลึกซึ้งแล้วก็ไม่ได้พูดออกมาดังๆ โดยตรงว่ามันคือ DEI เท่านั้นเอง

และที่แน่ๆ คือ (อันนี้ฉันขอกระซิบกับชาวโอตะและเกมเมอร์ด้วยกันนะคะว่า)
ความ woke เนี่ย… ไม่ได้ช่วงชิง ”หน่มน้ม” ที่พวกคุณปรารถนาไปจากเกมหรอกค่ะ

ดูอย่าง Street Fighter 6 สิ!! [9] ค่าย CAPCOM ออกจะ DEI ซะขนาดนี้ [10]

ขออภัยชาว woke ทั้งหลาย ที่ฉันเถลไถลในบทความนี้เล็กน้อย 

ซึ่งฉันก็เป็นพวกคุณแหล่ะ แล้วก็อยากจะบอกว่าการมี DEI หรือ woke มันช่วยเรื่องมุมมองที่หลากหลาย ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แตกแขนงได้มากขึ้น ทำให้โอกาสกลุ่มคนชายขอบมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว และก็ถือว่าเป็นประโยชน์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พวกเราและกลุ่มผู้นำที่มีจุดยืนแบบเดียวกันเห็นด้วยอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งที่เขาต่อต้านเขาไม่ได้มาคำนึงถึงเรื่องแบบนี้เท่านั้นเอง พูดพร้ำอุดมการณ์ไปก็โน้มน้าวเขาไม่ได้หรอก มันต้องชี้ให้เห็นต่างหากว่ามันเกี่ยวข้องกับเขา…ไม่ใช่สิ …กับพวกเราทั้งหมดเนี่ยยังไง

และนี่เองก็เป็นจุดอ่อนของความ woke หรือกระทั่ง DEI ในยุคปัจจุบันคือภาพลักษณ์ของมันดูลอยอยู่บนฟ้ามากเกินไป คือมัน out of touch ไม่ได้ติดดิน ไม่ได้ทำให้คนบนดินที่แปดเปื้อนด้วยอิทธิพลของ lookism หรือ unhealthy beauty standard อย่างฉัน หรือโอตะ หรือเกมเมอร์ รู้สึกอินไปด้วย ทั้งๆ ที่มันก็เกี่ยวกับพวกเราทั้งหมด คุณเชื่อไหมล่ะคะว่าฉันเคยเจอโอตะที่ตั้งคำถามกับเพศสภาพตัวเอง แล้วก็รู้สึกแย่กับเนื้อตัวร่างกายตัวเองผลจาก unhealthy beauty standard ในสังคมไทย ใช่ค่ะ ผู้หลากหลายทางเพศสภาพก็ไมได้มีแค่คนที่เน้นเสพสื่อบันเทิงตะวันตก แล้วเราจะสื่อสารกับเขายังไงให้ “สื่อถึงใจ” กันได้ล่ะ

นี่คือคำถามที่ฉันเองก็จะเก็บไปคิดต่อด้วย…

และฉันก็แค่อยากชี้ให้เห็นว่าความ woke กับ DEI มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยฉันดูสื่อบันเทิงยุค 90s หรือกระทั่งกับการเมืองอเมริกันในยุคสมัยนั้นแล้ว เพียงแค่ในยุคสมัยนั้นมันไม่ได้มีพวกขวาจัดปั้นคำขึ้นมาใช้เป็นอาวุธโจมตี หรือใช้ปลุกปั่นผู้คนบางส่วนให้หันมาโจมตีอุดมการณ์ความหลากหลายเท่านั้นเอง [11]

ดังนั้นแล้วมันน่ากังวลที่ทรัมป์อยากจะทำลาย DEI ทิ้งไปทั้งหมด เราคงเอาใจช่วยหรือยื่นมือช่วยเท่าที่จะช่วยได้สำหรับคนที่กำลังต่อต้านการกระทำของทรัมป์ เพราะเราเชื่อว่า ต่อให้คุณเกลียดความ woke (เพราะการปลุกปั่นของพวกฝ่ายขวา) อยู่ก็ตาม แต่ DEI มันส่งผลดีกับพวกคุณด้วยนั่นแหล่ะ คุณอาจจะยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง แล้วถ้าผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแล้ว ค่อยหันมาช่วยพัฒนา DEI ให้ดีขึ้นกว่านี้กัน

ส่วนเรื่องที่ทรัมป์ โจมตีเรื่องอัตลักษณ์ ความหลากหลายทางเพศสภาพนั้น

ฉันคงต้องขอยกยอดไปพูดถึงในครั้งหน้า

ฉันเริ่มสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวและเตรียมตัวรับมือจากเหล่าคนข้ามเพศในสหรัฐฯ บ้างแล้ว ซึ่งฉันก็คอยเอาใจช่วยอยู่ คือมันส่งผลกีดกันและลบเลือนตัวตนของคนข้ามเพศ นอนไบนารี และ เพศสภาพหลากหลายอื่นๆ เป็นแน่แท้ แต่คงต้องขอจับตาดูต่อไปอีกสักพัก ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร


References

[1] https://www.usatoday.com/story/news/education/2025/02/02/trump-education-department-dei/78159366007/

[2]
https://www.cbsnews.com/boston/news/northeastern-university-dei-president-trump/

[3]
https://www.wsj.com/us-news/education/trump-dei-ban-federal-funding-higher-education-8ae81c40

[4]
https://www.forbes.com/sites/conormurray/2025/02/03/war-on-dei-deutsche-bank-stands-firmly-behind-diversity-program-as-these-major-organizations-drop-them/

[5]
https://www.npr.org/2025/02/04/nx-s1-5276310/some-local-officials-vow-to-continue-dei-as-trump-removes-programs-at-federal-level

[6]
https://www.thoughtco.com/african-american-history-timeline-1990-1999-45447

[7]
https://en.wikipedia.org/wiki/Asian_Americans_in_arts_and_entertainment

[8]
https://ccmagazine.es/en/perfect-days-the-praise-of-life-and-the-everyday-by-wim-wenders/

[9]
https://www.youtube.com/watch?v=bRAl7SwSJ9w

[10]
https://tech4gamers.com/capcom-hire-female-managers/

[11]
https://www.theguardian.com/society/shortcuts/2020/jan/21/how-the-word-woke-was-weaponised-by-the-right

[12]
https://en.wikipedia.org/wiki/Girl_power

About The Author

Translate »