ส่องกฎหมายรับรองเพศสภาพ 4 ฉบับในไทย ร่างไหนเป็นยังไงบ้าง และทำไมคนข้ามเพศอย่างฉันถึงต้องการกฎหมายนี้

มีอยู่วันหนึ่งฉันต้องไปยื่นขอเงินค่าชดเชยเนื่องจากสิ่งของเสียหายจากน้ำท่วมปี 2567 ซึ่งกระบวนการก่อนหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอด ฉันลงชื่อของตัวเองโดยไม่ได้ระบุว่าตัวเองเป็น “นาย” หรือ “นางสาว” ในรายชื่อแต่ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วก่อนหน้านี้มันก็มีอีกกรณีหนึ่ง คือการขอค่าชดเชยล้างบ้าน ซึ่งฉันก็ไม่ได้ต้องลงคำนำหน้าใดๆ แต่กระบวนการก็ดำเนินต่อไปได้จนเสร็จโดยไม่มีปัญหา

แต่มันมาสะดุดเอาตรงตอนยื่นเอกสารขั้นตอนสุดท้ายเนี่ยแหล่ะ 

คือจู่ๆ คนที่ดูเอกสารในขั้นตอนสุดท้ายก็กำชับให้ฉันต้องระบุคำนำหน้านามในเอกสาร โดยที่ฉันไม่เข้าใจเจตนาของเขาแต่ก็ยอมทำตามไปเพื่อให้กระบวนการนี้มันจบๆ

ทั้งที่ในใจนั้นเจ็บปวดที่จะต้องระบุคำนำหน้าที่ไม่ใช่ตัวตนของเราเอง

ในอีก 2 เดือนต่อมา ฉันก็ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสภาเทศบาลตามปกติ ฉันเตรียมตัวแล้วว่าอาจจะมี microaggression อะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ โดยเฉพาะตอนที่ฉันยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ เพราะก่อนหน้านั้นฉันก็เคยเผชิญกับ microaggression แบบนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ตอนที่พวกเขาเห็นการระบุเพศและคำนำหน้าในบัตรประชาชนไม่ตรงกับลักษณะทางเพศที่ฉันแสดงออกให้เห็นในปัจจุบัน

ในครั้งล่าสุด คนตรวจบัตรก็เรียกคำนำหน้าฉันขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง ราวกับประหลาดใจหรือต้องการทวนว่ามันจริงไหม เพราะการแสดงออกทางเพศของฉันไม่ตรงกับคำนำหน้า

คุณคะ มันกระอักกระอ่วนใจกับการที่ต้องมาถูกสำรวจตรวจตราเพศของเราอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะได้รีบๆ รับบัตรไปเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วพอเจอการล่วงล้ำเล็กน้อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็ชวนให้สภาพจิตใจเราแย่ลง แย่ลง ทุกวันได้

คำว่า microaggression หมายถึง การล่วงล้ำหรือล่วงเกินแบบเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ด้วยความเคยชินในสังคม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม บางทีเป็นคำพูดที่ดู “ปกติ” มากในสังคมด้วยซ้ำ แต่สังคมเรามันถูกครอบงำด้วยทัศนคติแบบคนตรงเพศไง เลยมองคำพูดหรือการกระทำที่เหยียดคนข้ามเพศแบบเล็กๆ แบบนี้ว่าเป็นสิ่ง “ปกติ” ทั้งๆ ที่มันไม่ปกติและแสนจะเลวร้าย ทำลายสุขภาพจิตเราในระยะยาวได้

แต่บางครั้งคนข้ามเพศก็ไม่ได้เจอแค่ microaggression นะคะ

การที่เอกสารระบุตัวตน มีการระบุเพศหญิงหรือชายตามเพศกำเนิดเช่นนี้

มันไม่ใช่แค่ทำร้ายจิตใจเท่านั้น แต่ถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพกายของคนข้ามเพศ นอนไบนารี และบุคคลหลากหลายทางเพศอื่นๆ ได้ ทำให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ยากลำบาก หรืออาจจะถึงขั้นเข้าไปไม่ถึงสิทธิพลเมืองต่างๆ ด้วย

นี่ฉันไม่ได้พูดเกินจริง เพื่อให้ฟังดูดราม่าแต่อย่างใด แต่จะเล่าให้ฟัง..

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันต้องไปทำบัตรประชาชนใหม่ เจ้าหน้าที่พูดในเชิงตรวจตราเพศฉันหนักมาก ถูกพูดจาทิ่มแทง ไม่เชื่อในตัวตน และล่วงล้ำรูปลักษณ์และร่างกายของฉัน เพราะในตอนนั้นรูปลักษณ์ฉันเป็นหญิงมากขึ้นแล้วเทียบกับบัตรเก่า แต่ในตัวบัตรยังระบุเพศตามเพศกำเนิด มันเลยทำให้ขั้นตอนยุ่งยากและทำให้ข้าราชการไทยอ้างใช้เรื่องเพศมาล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของบุคคลได้

ที่แย่ไปกว่านั้นคือตอนที่ฉันไปโรงพยาบาลรัฐ

คือ ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปคลินิกที่หนึ่งก่อน หลังคลำพบก้อนในเต้านมฉันเอง จึงไปที่คลินิกเพื่อตรวจเรื่องนี้ ฉันเป็นหญิงข้ามเพศที่เทคฮอร์โมนมาได้หลายปีแล้ว ทำให้ฉันมีความเสี่ยงเรื่องมะเร็งเต้านมหรือซีสต์เต้านม มากกว่าชายตรงเพศแน่นอน [1] แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่เสี่ยงมากเท่าหญิงตรงเพศก็ตาม แต่ก็ถือว่าเสี่ยงขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ

คือ ตัวคลินิกเองไม่มีปัญหาอะไรกับฉันเลย และรับรู้เรื่องความเสี่ยงของฉันด้วยซ้ำ ไม่ได้ระบุเพศของฉันเป็น “ชาย” เลยแม้แต่น้อย แต่พิจารณาสิ่งต่างๆ จากการซักประวัติ ลักษณะของก้อนที่หน้าอก และเอาเรื่องที่ฉันเทคฮอร์โมนมาพิจารณาความเสี่ยงด้วย ซึ่งนับเป็นวิธีการตรวจทางการแพทย์ที่ inclusive คำนึงถึงอย่างครอบคลุมต่อคนข้ามเพศ และนับว่าเป็นมืออาชีพมาก

แต่ทว่าคลินิกจำเป็นต้องส่งตัวให้ฉันไปตรวจต่อที่โรงพยาบาล เพราะพวกเขาไม่มีเครื่องตรวจเต้านม mammogram ในคลินิก

เมื่อฉันต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้ว กลับได้รับการปฏิบัติแย่มาก แผนกตรวจเบื้องต้นได้มีการระบุเพศของฉันเป็น “ชาย” ในใบรีเฟอร์ที่ใช้สำหรับส่งไปตรวจต่ออีกแผนกหนึ่ง ทำให้ห้องที่ตรวจเต้านมสับสนงุนงง อีกทั้งยังมีการซักประวัติในแบบที่ล่วงล้ำ และมีการให้นักศึกษาฝึกงานชายเข้ามาดูและจับต้อง (ซึ่งตรงนี้เขาอาจจะไม่ได้สนเพศอยู่แล้วกระมัง ไม่แน่ใจ หญิงตรงเพศก็อาจจะเจอแบบนี้) ทั้งๆ ที่ใบส่งตัวต่อจากคลินิกมีการระบุรายละเอียดชัดเจนมากอยู่แล้ว จนแทบไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ

สุดท้ายแล้วฉันก็ยังได้ตรวจแมมโมแกรม ซึ่งพยาบาลหรือนักเทคนิคการแพทย์ของห้องตรวจแมมโมแกรมดูจะมีความเข้าใจมากขึ้นมาหน่อย ไม่ได้ล่วงล้ำอะไรเพศฉันมาก นักเมื่อเทียบกับหมอที่ตรวจในห้องซักประวัติ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เอาสิ่งที่อยู่ในเอกสารระบุตัวตนมาตัดสินฉันอยู่ดี แทนที่จะคำนึงถึงเพศสภาพและลักษณะทางเพศที่เปลี่ยนไปตามการเทคฮอร์โมน

นับว่าไม่เป็นมืออาชีพ และเหยียดคนข้ามเพศอย่างชัดเจน ทั้งยังสร้างความเสี่ยงที่ฉันจะได้รับการตรวจวินิจฉัยผิดๆ ด้วย คือเสี่ยงที่จะยังได้รับตรวจวิเคราะห์ด้วยฐานแบบชายตรงเพศอยู่ ทั้งๆ ที่การเทคฮอร์โมนทำให้ฉันมีความเสี่ยงบางอย่างมากขึ้นคล้ายหญิงตรงเพศ

ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นที่เผชิญกับเรื่องแบบนี้ คนข้ามเพศอื่นๆ ก็เผชิญกับเรื่องแบบเดียวกัน หรือบางทีอาจจะเผชิญอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า

ในรายงานสถานการณ์สุขภาวะบุคคลข้ามเพศ “เสียงที่ต้องถูกได้ยิน” ระบุว่า มิติสุขภาพของบุคคลข้ามเพศมักจะถูกมองข้าม มีปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพ การถูกตีตราจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างการถูกเรียกด้วยคำนำหน้านามตามเพศกำเนิดที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ การล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว การคุกคามทางวาจาที่สร้างความรู้สึกไม่สบายใจ บุคลากรยังขาดความละเอียดอ่อนต่อการให้บริการคนข้ามเพศ[2]

ไว้ฉันจะมาลงรายละเอียด เรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนข้ามเพศในโอกาสหน้า เพราะในบทความนี้ฉันขออนุญาตโฟกัสอีกเรื่องหนึ่งก่อน คือ เรื่องกฎหมายการรับรองเพศสภาพในไทย หรือที่เรียกว่า พรบ.คำนำหน้านาม 

ใช่ค่ะ ปัญหาที่ฉันยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาจากการที่ในไทยยังไม่มีกฎหมายการรับรองเพศสภาพ หรือพรบ.คำนำหน้านาม ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดกับฉันอย่างเดียว แต่เกิดกับคนข้ามเพศ นอนไบนารี และบุคคลเพศสภาพหลากหลาย ทั่วประเทศ

ในไทยตอนนี้ มีการเสนอร่าง กฎหมายรับรองเพศสภาพ จากหลายที่มา และอยู่ในขั้นตอนที่ต่างกัน มีอยู่อย่างน้อยตอนนี้ 4 ร่าง

ฉบับที่ 1 กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จะอนุญาตให้แสดงเจตจำนงในการเปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้เฉพาะบุคคลที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปเท่านั้น โดยต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์กรณีอยู่ในประเทศ และแจ้งกับ กรมการกงสุล กรณีอยู่นอกประเทศ ฉบับนี้มีการให้เลือกระบุคำนำหน้าได้ คือ นาย, นาง, นางสาว หรือไม่ระบุคำนำหน้าใดๆ มีจุดที่แตกต่างจากร่างอื่นๆ คือการจะแจ้งเปลี่ยนเพศครั้งที่ 2 ต้องฟ้องร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ปัจจุบันร่างนี้ อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 

ก่อนจะพูดถึงร่างต่อไปฉันขอทำความเข้าใจเล็กน้อยว่า การรับรองเพศสภาพ มันต้องมีความครอบคลุมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ นอกเหนือจาก ชายข้ามเพศ และ หญิงข้ามเพศ ด้วยนั่นคืออัตลักษณ์นอนไบนารี หรือผู้มีสำนึกทางเพศที่ไม่ใช่ชายหญิงแบบสองขั้ว

ทำให้ในร่างกฎหมายบางร่างจะเน้นให้ผู้คนสามารถเลือกที่จะไม่ต้องระบุคำนำหน้าใดๆ ได้ บางร่างก็อนุญาตให้ใช้คำนำหน้าอื่นๆ ที่มีความเป็นกลางทางเพศ เช่น “นาม” หรือ “คุณ” (หมายถึง “คุณ” ที่เป็นคำนำหน้านามไม่ใช่ยศ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนอนไบนารีทำให้ไม่ถูกบังคับแปะป้ายว่าต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่งแบบสองขั้ว

โดยส่วนตัวของริงโกะแล้ว แม้แต่ชายหญิงแบบสองขั้ว ไม่ว่าจะข้ามเพศหรือตรงเพศก็ตาม ก็ควรจะได้รับอนุญาตที่จะเลือกกไม่ระบุคำนำหน้านามได้ ถ้าหากรู้สึกไม่สบายใจที่จะระบุคำนำหน้านามแบบสองเพศ หรือรู้สึกว่าการระบุคำนำหน้านามทำให้พวกเราเสี่ยงที่จะถูกเลือกปฏิบัติ

มาดูฉบับที่ 2 ต่อค่ะ คือ ฉบับของ GEN ACT ที่คล้ายกับร่างของกรมกิจการสตรีฯ ในแง่ของการอนุญาตให้ไม่มีการระบุคำนำหน้า แต่ก็ไม่ได้อนุญาตคำนำหน้าอื่นๆ เช่นคำนำหน้าที่เป็นกลางทางเพศ แต่ก็มีความแตกต่างจากร่างอื่นๆ ตรงที่อนุญาตให้บุคคลที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไป เทียบกับร่างอื่นๆ ที่กำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ 18 ปี มีความเหมือนกับอีกสามร่างที่เหลือคือสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต่างจากร่างของกรมกิจการสตรีฯ ที่จะแจ้งเปลี่ยนเพศครั้งที่ 2 ต้องฟ้องร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว 

ถึงแม้ว่าร่างที่ 2 นี้จะมีหลักการที่ว่า รัฐต้องรับรองบุคคลโดยไม่ต้องมีการแปลงเพศหรือกระบวนการทางจิตเวช แต่ก็มีจุดด้อยกว่าร่างอื่นๆ ตรงที่สูติบัตรเปลี่ยนไม่ได้ และต้องมีเอกสารบันทึกแนบท้ายแจ้งคู่สมรสก่อนจดทะเบียนสมรส เทียบกับประเทศที่มีการรับรองเพศสภาพจริงๆ อย่างนิวซีแลนด์ จะอนุญาตให้เปลี่ยนเพศในสูติบัตรได้ด้วย[3]

ทำให้ส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกว่าร่างที่ 2 ยังไปไม่สุด และยังดูเล่นการเมืองเรื่องความน่าเคารพ เอื้ออำนวยต่อวาทกรรมเหยียดคนข้ามเพศที่ว่าเป็นพวกหลอกลวงเวลามีความรักหรือแต่งงาน ทำให้ต้องมีการใช้เอกสารราชการเป็นตัวกำหนด และกลายเป็นการกดทับพวกเรา แทนที่คู่รักหรือคู่แต่งงานจะคุยกันแฟร์ๆ แบบผู้ใหญ่ๆ ได้ ส่งเสริมให้ผู้คนทำอะไรเองไม่เป็น คุยข้อตกลงกันเองไม่เป็น ต้องเอาเอกสารของรัฐมาอ้างอิง

ซึ่งฉันมองว่าในมิติความสัมพันธ์ของมนุษย์เรา มันก็มีคนหลอกลวงอยู่เสมอทุกเพศ ทุกสถานะทางกฎหมาย คนที่เป็นหญิงตรงเพศ ชายตรงเพศ ก็หลอกลวงคนอื่นได้ด้วยมิติต่างๆ นอกเหนือจากการอ้างอิงเพศสภาพ ในทางตรงกันข้าม การยืนยันเพศสภาพของกลุ่มคนข้ามเพศ ไม่ใช่การหลอกลวงเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการยืนยันความจริงในอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเราด้วยซ้ำ 

คนที่จะมีความสัมพันธ์กับคนข้ามเพศอย่างพวกเราก็ควรจะเป็นผู้ใหญ่พอ คุยกันแฟร์ๆ กับคู่รักของคุณให้เข้าใจ ว่าต้องการอะไรแบบไหน ไม่ใช่ว่าจะมาเรียกร้องดูสูติบัตรเหมือนคนไร้วุฒิภาวะที่วาดฝันจะให้ตัวตนของคู่รักเป็นไปตามจินตนาการของคุณอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ยั่งยืนตั้งแต่แรก

ร่างฉบับนี้กำลังอยู่ในช่วงรอรัฐสภาตั้งวาระพิจารณาหลักการ

ฉบับที่ 3 เป็นฉบับของ Intersex Thailand ที่ดูมีความหวังขึ้นมาหน่อยตรงที่อนุญาตให้เปลี่ยนสูติบัตรได้ โดยต้องสลักหลังประวัติการเปลี่ยน มีการได้รับการคุ้มครองตามพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกให้ระบุคำนำหน้าเพิ่มสำหรับผู้ไม่ต้องการใช้นาย, นาง, นางสาว คือใช้คำว่า “นาม” เป็นคำนำหน้าแบบเป็นกลางทางเพศแทน หรือจะเลือก ไม่ระบุคำนำหน้าเลยก็ได้ 

ตัวกฎหมายฉบับที่ 3 นี้ระบุว่า ตัวผู้ต้องการเปลี่ยนเพศทางกฎหมายต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป สำหรับคนที่ต่ำกว่า 18 ปี ต้องอาศัยผู้แทนโดยชอบธรรมกับกรรมการสหวิชาชีพด้าน SOGIESC (ความหลากหลายทางเพศในมิติต่างๆ) และอัยการจังหวัด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล เป็นร่างที่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนเพศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งเช่นเดียวกัน 

ตอนนี้ร่างนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมรายชื่อ ใครที่สนใจอยากสนับสนุนเข้าไปลงชื่อได้ที่นี้ https://intersexthailand.org/petition/ นะคะ คนที่เคยลงชื่อร่างอื่นอย่าง Gen Act ไปแล้วก็ลงเพิ่มเติมร่างนี้อีกได้

ฉบับที่ 4 คือร่างจากพรรคประชาชน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเรียบเรียงร่าง พรบ.ฉบับใหม่ กำหนดให้คนอายุ 18 ปีขึ้นไปถึงจะเปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่สามารถฟ้องร้องได้ เป็นร่างที่เปลี่ยนสูติบัตรได้ และเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งเช่นกัน และมีจุดที่แตกต่างจากพรบ.ฉบับอื่นๆ คือ สามารถใช้ทั้งคำว่า “คุณ” หรือคำว่า “นาม” เป็นคำนำหน้าที่เป็นกลางทางเพศได้ ถือว่าเป็นอีกฉบับหนึ่งที่น่าลุ้นว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

พอมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะมีคนกังวลว่า การเปลี่ยนเพศได้มันจะไม่กลายเป็นการหลอกลวงกันหรือ มันจะกลายเป็นการไปละเมิดสิทธิคนอื่นไหม ฉันก็ยืนยันเลยค่ะว่าไม่

เพราะคนเราจะหลอกลวงกัน เขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพศอะไรทั้งนั้นแหล่ะค่ะ เขาก็หาวิธีหลอกได้ ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนเพศทางกฎหมายเลยแม้แต่น้อย

ในทางตรงกันข้าม คนที่อยากจะเปลี่ยนเพศทางกฎหมายอย่างฉันและบุคคลหลากหลายทางเพศสภาพอื่นๆ มองว่าการเปลี่ยนเพศทีหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิต เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และจะต้องคิดหลายตลบเพราะมันเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา และเกี่ยวข้องสิ่งที่ผูกโยงเราไว้กับอะไรต่างๆ รอบข้าง ทั้งการทำธุรกรรม ข้อมูลทางกฎหมายต่างๆ หรือเรื่องครอบครัวของเรา ดังนั้นคนข้ามเพศหรือบุคคลหลากหลายทางเพศสภาพจะไม่เปลี่ยนแปลงพร่ำเพรื่อแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบต่างๆ ในปัจจุบันสามารถระบุตัวตนบุคคลได้โดยไม่จำเป็นต้องมาเน้นสำรวจเพศแล้วด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นระบบ ข้อมูลชีวมาตร หรือที่เรียกว่า Biometric ระบบดิจิทัลไอดี ที่มีระบบการสแกนเปรียบเทียบภาพใบหน้าร่วมด้วย แบบแอพฯ Thai ID นั่นแหล่ะค่ะ คือโลกเทคโนโลยีกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ แต่บ้านเรายังคงมีระบบราชการล้าหลังที่มานั่งพะวงว่าจะถูกหลอกเพราะคำนำหน้าชื่ออยู่อีกหรือคะ

อีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้มีคนกังขาต่อการเปลี่ยนเพศ คือ เรื่องการแต่งงานและการมีลูกแบบเป็นสายเลือดสืบสกุลอะไรเทือกนั้นใช่ไหมล่ะ สมมุติว่าคุณเป็นชายตรงเพศ อยากแต่งงานกับผู้หญิง แล้วก็กลัวว่าถ้าเธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่แปลงเพศแล้วและระบุเพศเป็นหญิงในเอกสารคุณก็กลัวจะมีลูกไม่ได้ แบบนี้ใช่ไหม

คือ… อย่างที่ฉันบอกไปว่านี่เป็นเรื่องที่ควรจะต้องพูดกันเองแบบผู้ใหญ่ๆ และทำข้อตกลงกันเองโดยไม่ล่วงล้ำ เพราะเอาจริงๆ แล้วผู้หญิงตรงเพศ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในสภาวะที่มีลูกได้ และไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะมีลูก

ก็ได้แต่บอกว่า เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ต้องคุยกันเพื่อทำข้อตกลงแบบคนที่โตๆ กันแล้วโดยไม่ต้องร้องอุแว้ๆ ขอให้กฎหมายภาครัฐมาจัดการให้

คือถามกันไปเลยค่ะ คนจะแต่งงานกัน คุณอยากมีลูกไหม คุณมีลูกกับเราได้ไหม เราวาดฝันอนาคตไว้แบบนี้ คุณวาดฝันอนาคตไว้แบบไหน คุยกันให้รู้เรื่องสิว่าอีกฝ่ายทำได้ได้ไหม ฝ่ายคุณทำให้ได้ไหม ผู้ใหญ่เขาคุยกันแบบนี้

เพราะ อย่างที่ฉันเล่าให้ฟังไปแล้ว ว่าคนข้ามเพศอย่างฉันต้องเผชิญกับความยากลำบากและการถูกข่มเหงรังแกจากภาครัฐ จากระบบสาธารณสุขที่ล้าหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ไม่มีกฎหมายรับรองเพศสภาพ มีคนข้ามเพศ บุคคลหลากหลายทางเพศสภาพอื่นๆ ก็เผชิญแบบเดียวกันกับฉันหรือแย่ยิ่งกว่าฉันเสียอีก

คุณจะปล่อยให้คนด้วยกัน ต้องเจ็บปวด หรืออาจจะถึงขั้นล้มตาย เพราะถูกวินิจฉัยโรคผิดๆ ถูกกีดกันจากการเข้าถึงทางราชการ ถูกเลือกปฏิบัติไปเรื่อยๆ เช่นนี้ เพียงเพราะกลัวไปเอง ในเรื่องที่คุณก็จัดการได้เองด้วยการพูดคุยกันเปิดอกแบบผู้ใหญ่ๆ น่ะเหรอ?

[1] 

https://www.breastcancer.org/news/screening-transgender-non-binary

[2] 

อาทิตยา อาษา, ณชเล บุญญาภิสมภาร, สุมาลี โตกทอง. (2568). สถานการณ์สุขภาวะบุคคลข้ามเพศ “เสียงที่ต้องถูกได้ยิน”, โครงการพัฒนากลไกนโยบายบริการสุขภาวะบุคคลข้ามเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

[3] https://www.govt.nz/browse/passports-citizenship-and-identity/changing-your-gender/change-the-registered-sex-on-your-birth-certificate/

About The Author

Translate »